องค์ความรู้เกี่ยวกับพะยูน

ข้อมูลทั่วไปของพะยูน : "พะยูน" เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่อาศัยอยู่ในทะเล เชื่อว่าพะยูนเคยอาศัยหากินอยู่บนบก และมีบรรพบุรุษที่ใกล้เคียงกับบรรพบุรุษของช้าง เมื่อราว 55 ล้านปีมาแล้วสายพันธุ์ของพะยูนได้มีวิวัฒนาการลงไปอยู่ในน้ำและไม่กลับขึ้นมาอยู่บนบกอีกเลย เช่นเดียวกับพวกโลมาและปลาวาฬ

พะยูน (Dugong dugon) มีลำตัวรูปกระสวยคล้ายโลมา ลำตัวมีสีเทาอมชมพูหรือน้ำตาลเทา สีของส่วนท้องอ่อนกว่า พะยูนมีขนสั้นๆ ประปรายตลอดลำตัวและมีขนเส้นใหญ่อยู่อย่างหนาแน่นบริเวณปาก มีตาและหูขนาดเล็กอย่างละคู่ ส่วนของหูเป็นรูเปิดเล็กๆ ไม่มีใบหู มีรูจมูกอยู่ชิดกันหนึ่งคู่ รูจมูกมีลิ้นปิด-เปิด พะยูนหายใจทุก 1-2 นาที มีครีบด้านหน้าหนึ่งคู่อยู่สองข้างของลำตัวและมีติ่งนมอยู่ด้านหลังของฐานครีบ ครีบทั้งสองเปลี่ยนแปลงมาจากขาคู่หน้า ภายในครีบประกอบด้วยนิ้ว 5 นิ้ว ปกติพะยูนว่ายน้ำช้าด้วยความเร็ว 1.8-2.2 กิโลเมตร/ชั่วโมง พะยูนมีกระดูกที่มีโครงสร้างแน่นและหนักซึ่งเหมาะกับวิถีชีวิตของพะยูนที่อาศัยหากินอยู่ที่พื้น พะยูนไม่มีอาวุธป้องกันตัว มีเพียงลำตัวที่ใหญ่ มีหนังหนาซึ่งอาจป้องกันอันตรายจากการกัดหรือทำร้ายจากสัตว์อื่นเช่น ฉลาม เมื่อมีบาดแผลเลือดแข็งตัวได้เร็วมาก ส่วนลูกอ่อนจะอยู่กับแม่และอาศัยตัวแม่เป็นโล่กำบังที่ดี

ชื่อเรียกพะยูน มีหลายชื่อด้วยกัน คือ หมูน้ำ หมูดุด ดูหยง เงือก วัวทะเล และดูกอง "พะยูน หรือปลาพะยูน" เป็นชื่อที่นิยมใช้ทั่วไปในประเทศไทย (บางแห่งอาจเขียนเป็น "พะยูน หรือ พยูร") ส่วนชาวปักษ์ใต้นิยมเรียกพะยูนว่า "ดูหยง หรือ ตูหยง" ซึ่งมาจากภาษามาเลเซียที่ใช้เรียกพะยูน (Dugong, sea pig หรือหมูทะเล) ในภาษาเขียนบ้านเราในบางแห่งอาจเพี้ยนไปเป็น "ดุยง ดุหยง ตุยง หรือตุหยง" และชาวใต้ยังเรียกพะยูนอีกชื่อหนึ่งว่า "หมูน้ำ" ซึ่งอาจมาจากลักษณะของเนื้อพะยูนที่มีสีสันและรสชาติคล้ายเนื้อหมู อีกนัยหนึ่งอาจมาจากรูปร่างที่อ้วนพร้อมทั้งมีขนตามลำตัวและลักษณะการกินอาหารที่คล้ายหมูก็ได้ สมัยก่อนพบพะยูนมากในทะเลไทยทั้งสองฝั่ง และคนไทยน่าจะมีความผูกพันกับพะยูนอย่างมากมาช้านานแล้ว อาจจะเป็นเพราะทั้งความน่ารักน่าสงสารของพะยูน การที่พะยูนเป็นสัตว์มีรูปร่างพิเศษ หรือมีเนื้อที่มีรสชาดดี รวมทั้งความเชื่อต่างๆ ที่มีเกี่ยวกับพะยูน หลักฐานความผูกพันของคนไทยกับพะยูน คือการนำชื่อที่ใช้เรียกพะยูนไปตั้งเป็นชื่อสถานที่ที่อยู่ติดกับชายฝั่งทะเล ได้แก่ คำว่า "พะยูน หมูดุด ตุหยง ดุหยง ตุยง" ชื่อสถานที่ต่างๆ เหล่านี้น่าจะถูกเรียกต่อๆ กันมานับร้อยปีแล้ว และในประเทศไทยคงไม่มีชื่อสัตว์ทะเลชนิดอื่นใดที่ถูกนำไปตั้งเป็นชื่อสถานที่มากเท่าชื่อพะยูน และยังไม่พบรายงานจากที่อื่นที่กล่าวถึงการนำชื่อพะยูนไปตั้งเป็นชื่อสถานที่ 

จังหวัดตรัง มีการอนุรักษ์พะยูนอย่างกว้างขวาง กอรปกับเป็นแหล่งที่มีพะยูนอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทย พะยูนจึงกลายเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของจังหวัดในการอนุรักษ์ (flagship species) เมื่อปี พ.ศ. 2539 มีการนำพะยูนไปเป็นสัตว์นำโชคในกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 29 หรือ "พะยูนเกมส์" มีรูปพะยูนหรือรูปปั้นพะยูนอยู่มากมาย เช่น รูปปั้นพะยูนคู่หนึ่งที่หน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง รูปปั้นพะยูนที่ฉางหลางรีสอร์ท หุ่นสต๊าฟพะยูนที่อุทยานแห่งชาติเจ้าไหม ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง และที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตรัง มีร้านค้าและสำนักงานหลายแห่งในตัวเมืองตรังนำคำว่าพะยูนไปเป็นชื่อร้าน เช่น สำนักทนายความ ร้านอาหาร บริษัทท่องเที่ยว (พะยูนทราเวล) ร้านถ่ายรูป (พะยูนเอ็กซ์เพลส) มีรูปพะยูนตามป้ายต่างๆ เช่น ป้ายหน้าโรงเรียนปาตูดูเป๊ะบนเกาะตะลิบง ป้ายหน้าอุทยานแห่งชาติเจ้าไหม ข้างรถตุ๊กตุ๊ก เป็นต้น

ข้อมูลชีววิทยา/ชนิดพันธุ์ : 

ชนิดพันธุ์ของพะยูน พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเล จัดอยู่ใน Order Sirenia มีอยู่ด้วยกัน 2 ครอบครัว (Family) คือ Dugongidae และ Trichechidae แยกเป็น 2 สกุล (Genus) คือสกุล Dugong และสกุล Trichechus เหลืออยู่ 4 ชนิด (Species) ดังนี้

     1. ครอบครัว Dugongidae พะยูนวงศ์นี้มีหางที่เรียกว่า Fluke ลักษณะหางเป็นแฉกคล้ายหางโลมาจัดจำแนกเป็น 2 สกุล

          1.1  Hydrodamalis ในสกุลนี้มีชนิดเดียวคือ Hydrodamalis gigas หรือวัวสเตลเลอร์ (Steller’sea cow) มีขนาดลำตัวยาว 7.5 เมตร นำหนักมากถึง 5 ตัน กินสาหร่าย (kelps) เป็นอาหาร แต่ได้สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อปี 2311 จากฝีมือการล่าของมนุษย์ (Nishiwaki and Marsh, 1985)

          1.2 Dugong ในสกุลนี้มีชนิดเดียว คือ Dugong dugon (Muller, 1776) ลำตัวมีสีเทาอมชมพู มีขนประปรายตามลำตัว ยาว 3 เมตร และหนัก 200-300 กิโลกรัม กินหญ้าทะเลเป็นอาหาร ว่ายน้ำเชื่องช้า อาจอยู่ตัวเดียวแรืออาจอยู่รวมเป็นฝูง (Nishiwaki and Marsh, 1985)

          วงศ์ Dugongidae พะยูนวงศ์นี้มีหางที่เรียกว่า Fluke ลักษณะหางเป็นแฉกคล้ายหางโลมาจัดจำแนกเป็น 2 สกุล

          Hydrodamalis gigas หรือวัวสเตลเลอร์ (Steller’sea cow) สูญพันธุ์แล้ว

          Dugong dugon Muller, 1776

     2. ครอบครัว Trichechidae พะยูนในวงศ์นี้มีหางกลม หรือที่เรียกว่า "มานาตี" (Manatee) มีสกุลเดียวคือ Trichechus ซึ่งแยกออกเป็น 3 ชนิดด้วยกัน (Jefferson et al.,1993) คือ

          2.1 Trichechus manatus (Linnaeus, 1758) (west Indian Manatee) มี 2 สายพันธุ์ (Subspecies) คือ T.m. manatus Linnaeus และ T.m. latirostris (Harlan) ลำตัวไม่มีขน มีสีเทาน้ำตาล ปลายครีบ มีเล็บ 3-4 เล็บ ลำตัวยาว 3.5-3.9 เมตร น้ำหนักมากถึง 1,590 กิโลกรัม อาหารของพะยูนได้แก่ พืชน้ำ หญ้าทะเล และสาหร่าย เคลื่อนที่ช้า อาจอยู่ตัวคนเดียวหรืออาจอยู่รวมเป็นฝูง มีรายงานพบฝูงหนึ่งมี 6 ตัว มีอายุยืนมากกว่า 28 ปี ระยะตั้งทองนานถึง 12 เดือน ลูกแรกเกิดมีความยาว 1.2 เมตร หนัก 30 กิโลกรัม

          2.2 Trichechus inunguis (Natterer, 1883) (Amazonian Manatee) ในมานาตีทั้งสามชนิดนี้มีขนาดเล็กที่สุดและรูปร่างเพรียวกว่า ลำตัวมีสีเทาเข้ม และมีแถบชมพูอ่อนที่ท้อง ปลายครีบไม่มีเล็บ ลำตัวยาว 3 เมตร หนัก 450 กิโลกรัม ยังไม่ทราบระยะเวลาตั้งท้อง คาดว่าคล้ายกับมานาตีตะวันตก มีอายุยืนกว่า 30 ปี กินพืชน้ำ เป็นอาหาร ลูกแรกเกิดยาว 0.9 เมตร หนัก 10-15 กิโลกรัม.

          2.3 Trichechus Senegalensis (Link, 1975)  (West African Manatee) อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลน้ำกร่อยและน้ำจืด ในประเทศเซเนกัล-ประเทศแองโกลาซึ่งอยู่ด้านตะวันตกของทวีปอาฟริกาลำตัวมีสีน้ำตาลเทายาว 34 เมตร หนัก 750 กิโลกรัม กินพืชน้ำ หรือพืชที่อยู่ในเขตป่าไม้ชายเลนเป็นอาหาร ส่วนใหญ่อยู่ตัวเดียวแต่บางครั้งก็อาจพบเป็นฝูงมากถึง 15 ตัว ลูกแรกเกิดมีความยาวประมาณ 1 เมตร

          วงศ์ Trichechidae พะยูนในวงศ์นี้มีหางกลม หรือที่เรียกว่า "มานาตี" (Manatee) มีสกุลเดียวคือ Trichechus ซึ่งแยกออกเป็น 3 ชนิดด้วยกัน (Jefferson et al.,1993) คือ

          Trichechus manatus Linnaeus, 1758 (west Indian Manatee) (Eschscholtz, 1829)

          Trichechus inunguis Natterer, 1883 (Amazonian Manatee)

          Trichechus senegalensis Link, 1795 (West African Manatee)

การดำรงชีวิตของพะยูน : 

พฤติกรรมการกินอาหารของพะยูน

          สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ได้ศึกษาแยกชนิดของหญ้าทะเลในกระเพาะพะยูน ตัวอย่างพะยูนที่ได้รับมีหญ้าทะเลอยู่ในกระเพาะ 2-5 % ของน้ำหนักตัว แม้ว่าจะพบว่าพะยูนไม่ได้เลือกกินหญ้าทะเลชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ แต่พะยูนจะกินหญ้าชนิดที่พบมากในแหล่งที่มันอาศัยหากินอยู่ ในแต่ละกระเพาะมีหญ้าทะเลปะปนอยู่ 5-6 ชนิด และสาหร่ายทะเลอีกจำนวนเล็กน้อย จากตัวอย่างทั้งหมดที่ศึกษาพบหญ้าทะเล 9 ชนิด (ในประเทศไทยมีหญ้าทะเล 12 ชนิด) ได้แก่ หญ้าอำพัน หญ้าเงาใส หญ้าชะเงาหรือหญ้าคาทะเล กุยช่ายทะเล กุยช่ายเข็ม หญ้าชะเงาเต่า หญ้าชะเงาใบมน หญ้าชะเงาใบฟันเลื่อย และต้นหอมทะเล หญ้าทะเลที่พบมากในกระเพาะคือ หญ้าอำพันหรือหญ้าใบมะกรูด กุยช่ายทะเล หญ้าชะเงาใบมนและใบฟันเลื่อย

          จากการสำรวจแหล่งหญ้าทะเล และได้สังเกตพฤติกรรมของพะยูน ที่เกาะตะลิบง จังหวัดตรัง พบว่า พะยูนจะเริ่มเข้ามาหากินหญ้าทะเลในช่วงที่น้ำทะเลกำลังขึ้น และกินหญ้าทะเลอยู่นานราว 2-3 ชั่วโมง พะยูนจะกินหญ้าทะเลพร้อมทั้งขึ้นมาหายใจทุกๆ 1-2 นาที และจึงดำลงไปกินหญ้าทะเลต่อ บางตัวจะกินหญ้าทะเลต่อในบริเวณใกล้ๆ ที่เดิม ในขณะที่บางตัวจะว่ายน้ำเปลี่ยนที่ไปประมาณ 1-5 เมตร โดยที่ลักษณะทิศทางการกินหญ้าทะเลของพะยูนไม่แน่นอน มีทั้งการหันด้านหัวสู่ชายฝั่ง หันหัวออกทะเล ลำตัวขนานกับชายฝั่ง หรือลำตัวทำมุมเฉียงกับชายหาด ซึ่งพะยูนส่วนใหญ่ที่พบจะกินหญ้าทะเลอยู่ห่างจากชายฝั่งมากกว่า 1 กิโลเมตร ในขณะที่น้ำลงมากพะยูนจะไปอาศัยอยู่ในร่องน้ำห่างชายฝั่งประมาณ 4-5 กิโลเมตร (สังเกตพบเห็นพะยูนอยู่ในร่องน้ำหลังน้ำลงประมาณ 2 ชั่วโมง) ซึ่งสอดคล้องกับกับการศึกษาของสุวรรณและคณะ (2536) โดยพะยูนอาจจะกินหญ้าทะเลในช่วงน้ำขึ้น ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยพะยูนที่เกาะปาเลาส่วนใหญ่จะเข้ามากินหญ้าทะเลในตอนกลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงจากอันตรายจากคนและสิ่งแวดล้อมอย่างอื่น สำหรับตอนเหนือของรัฐควีนแลนด์ประเทศออสเตรเลียพบว่าพะยูนจะเข้ามากินหญ้าทะเลในตอนกลางวัน และจะกินหญ้าทะเลวันละประมาณ 30 กิโลกรัม โดยใช้ปากเล็มหรืองับทั้งต้นพืชแล้วส่ายล้างสิ่งเกาะติดอื่นๆ แล้วกลืนทันทีโดยไม่เคี้ยว พะยูนอาจจะอาศัยประจำถิ่นหรือเคลื่อนย้ายถิ่นตามฤดูกาล และพบว่าแม่และลูกพะยูนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเป็นอย่างมาก ทั้งในขณะหากินและในขณะที่ว่ายน้ำ ลูกพะยูนและแม่จะว่ายน้ำหากินอยู่ใกล้ๆ กัน บางครั้งอาจจะห่างกันแต่จะอยู่ในรัศมีประมาณ 1 เมตร ขณะที่ขึ้นมาหายใจพร้อมกันลูกพะยูนจะอยู่ชิดช้างลำตัวแม่ หรืออยู่บนหลังของแม่ และขณะที่กำลังว่ายน้ำออกจากแหล่งหญ้าทะเลก็จะว่ายอยู่เคียงกันตลอด จากการติดตามสังเกตพฤติกรรมการกินหญ้าทะเลของแม่และลูกพะยูน พบว่าลูกพะยูนจะโผล่ขึ้นมาหายใจบ่อยกว่าแม่พะยูน โดยในขณะที่แม่พะยูนกำลังกินหญ้าทะเลอยู่ ลูกพะยูนโผล่ขึ้นมาหายใจ 2-3 ครั้ง แล้วแม่พะยูนจึงโผล่ขึ้นมาหายใจครั้งหนึ่ง (กาญจนา และคณะ, 2540)

การอนุบาลพะยูน

          ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รายงานการอนุบาลพะยูนในบ่ออนุบาลจากทั่วโลก พบว่าพะยูนเป็นสัตว์ที่อนุบาลได้ยากในบ่ออนุบาลหรือในที่ล้อมขัง มักอนุบาลอยู่ได้ไม่นานและตายในที่สุด พะยูนที่อนุบาลได้ระยะเวลาสั้นที่สุดเพียง 17 วัน คือ ในประเทศออสเตรเลียเมื่อปี ค.ศ. 1968 ในประเทศอินเดียอนุบาลได้นาน 10 ปีกับ 10 เดือนในระหว่างปี ค.ศ. 1959-1970 ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการครองอันดับในการอนุบาลพะยูนในที่ล้อมขังได้ยาวนานที่สุดในโลกจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2547) คือ ที่ Toba Aquarium ประเทศญี่ปุ่นอนุบาลพะยูนสองตัวมานานกว่า 25 ปี และยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยให้พะยูนกินหญ้าทะเลชนิดหญ้าปลาไหล (Zostera marina) ซึ่งสั่งซื้อมาจากประเทศเกาหลี แต่อย่างไรก็ตาม Toba Aquarium ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์พะยูนในตู้อนุบาล ซึ่งผิดกับมานาตีที่อนุบาลง่ายและสามารถให้ลูกในตู้อนุบาลได้ ในขณะที่สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สามารถอนุบาลได้นาน 30-200 วัน นอกจากนี้ยังมีบันทึกว่ามีการอนุบาลลูกพะยูนอีก 2 ตัว คือในปี พ.ศ. 2525 ลูกพะยูนอนุบาลไว้ที่ศูนย์พัฒนาการเพาะอนุบาลสัตว์น้ำชายฝั่ง จังหวัดสตูล แต่ไม่มีรายงานระยะเวลาในการอนุบาลพะยูน สาเหตุการเสียชีวิต หรือการปล่อยคืนทะเล และพะยูนอีกตัวหนึ่งเป็นลูกพะยูนติดอวนลอยที่หาดเจ้าไหม เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2538 และได้ปล่อยกลับกลับทะเลหลังอนุบาลไว้ในกระชังราว 20 วัน ลูกพะยูนที่อนุบาลชอบกินหญ้าอำพันหรือใบมะกรูด (Halophila ovalis)

อายุของพะยูน

          พะยูนมีอายุยืนยาวมากถึง 70 ปี การทำนายอายุของพะยูนต้องศึกษาจากเขี้ยวของพะยูน (เขี้ยวเป็นฟันชนิดหนึ่ง) ตลอดชีวิตพะยูนมีฟันกรามทั้งหมด 6 คู่ โดยจะทยอยขึ้น ต่อมาจะสึกกร่อน และหลุดไป พะยูนที่อายุมากๆ มีฟันเหลืออยู่ในช่องปากเพียง 2-3 คู่เท่านั้น ฟันของพะยูนทำหน้าที่ในการบดเคี้ยวหญ้าทะเล การบดเคี้ยวอาหารของลูกพะยูนไม่ดีเท่าพะยูนที่โตแล้ว เพราะฟันมีพื้นที่หน้าตัดน้อยกว่าพะยูนที่โตแล้ว นอกจากนี้ตั้งแต่แรกเกิดพะยูนยังมีฟันตัดบนส่วนหน้าของขากรรไกรบนอีก 2 คู่ หรือที่เราเรียกว่าเขี้ยวหรืองา (tusk) โดยเขี้ยวคู่หน้าซึ่งมีขนาดเล็กจะสึกร่อนและหลุดไปเมื่ออายุ 12-15 ปีขึ้นไป ส่วนเขี้ยวคู่หลังมีอยู่ตลอดชีวิตของพะยูน ดังนั้นเขี้ยวพะยูนจึงมีความสำคัญมากในการหาอายุของพะยูน เพราะเป็นฟันชนิดเดียวที่มีอยู่ตั้งแต่แรกเกิดและคงอยู่ตลอดชีวิต ในเพศผู้เขี้ยวงอกพ้นผนังริมฝีปากออกมาเล็กน้อยเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ สันนิษฐานกันว่าพะยูนเพศผู้ใช้เขี้ยวในการต่อสู้แย่งตัวเมียหรือยึดเกาะตัวเมียในขณะผสมพันธุ์ และมีหลักฐานบ่งชี้การต่อสู้ คือรอยแผลเป็นตื้นๆ เป็นคู่ๆ ที่ปรากฏบนหลังพะยูน ซึ่งระยะห่างของแผลใกล้เคียงหรือเท่ากับระยะห่างระหว่างเขี้ยวทั้งสองข้างของพะยูน ลักษณะเขี้ยวพะยูนอายุ 1-6 ปี เขี้ยวของพะยูนอายุระหว่าง 14-43 ปีเขี้ยวเพศผู้ที่งอกพ้นริมฝีปากออกมาเล็กน้อยรอยแผลบนหลังพะยูนที่เกิดจากเขี้ยวเป็นรอยแผลตื้นๆ

การหาอายุพะยูน

          ทำโดยการนับชั้นการเจริญเติบโตของเนื้อฟัน (dentine) ในเขี้ยวพะยูน ลักษณะชั้นการเจริญเติบโตคล้ายกับวงปีในต้นไม้ หนึ่งชั้นเท่ากับอายุหนึ่งปี เริ่มจากการนำเขี้ยวพะยูนมาผ่าครึ่งตามความยาวของเขี้ยวโดยใช้เลื่อยรอบต่ำ (low speed saw) ฝนให้เรียบด้วยกระดาษทรายเบอร์หยาบไล่ไปหาเบอร์ละเอียดที่สุด กัดด้วยกรดอ่อนๆ แล้วสามารถนับชั้นการเจริญเติบโตได้ จากการศึกษาอายุของพะยูนในประเทศไทยจำนวน 12 ตัว ความยาวพะยูนอยู่ระหว่าง 1.60-2.73 เมตร เขี้ยวพะยูนยาว 1.6-21.0 ซั่วโมง พบว่า พะยูนที่อายุมากที่สุดคือ 43 ปี เป็นพะยูนเพศเมียจากเกาะกำ จังหวัดระนอง มีความยาว 2.71 เมตร และหนัก 293 กิโลกรัม (Adulyanukosol      et. al, 1998) ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำมาสร้างได้กราฟความสัมพันธ์ระหว่างความยาวของพะยูนกับอายุ ดังรูปที่   4  เพื่อทำนายอายุพะยูนคร่าวๆ โดยเมื่อรู้ความยาวพะยูนเป็นเมตร ก็เปรียบเทียบดูอายุจากกราฟ แต่ในกรณีนี้ไม่สามารถใช้กับพะยูนที่มีความยาวมากกว่า 2.5 เมตร เพราะพะยูนที่โตเต็มที่แล้วมีอายุ 10 ปีขึ้นไป มีความยาวไม่เปลี่ยนแปลงมากนักอยู่ในช่วงระหว่าง 2.5-3 เมตร

          จากการศึกษาวิจัยเรื่องเสียงพะยูนของสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ในการศึกษาเบื้องต้นได้มีการติดตั้ง stereo hydrophone ที่เรือสังเกตการณ์แต่ละลำ จำนวน 2 ลำ เพื่อบันทึกเสียงในน้ำและได้ทำการวิเคราะห์หาระดับความดังเสียง ระยะเวลาต่อเนื่อง และคลื่นความถี่กลางของเสียงร้องจากไฟล์เสียงที่ได้มาจากการบันทึกเสียง ขั้นตอนต่อไปเป็นการวิเคราะห์หาค่าต่างของเวลาที่มาถึงของเสียงร้องระหว่างสองช่อง (channel) และคำนวณทิศทางที่มาถึง (arrival bearing) ของเสียงร้อง ช่วงความถี่ของเสียงร้องของพะยูนอยู่ที่ 3-8 kHz และระยะเวลาต่อเนื่องแยกออกเป็นช่วงสั้นที่ 100-500 ms และช่วงยาวซึ่งมีเสียงร้องนานกว่า 1000 ms โดยประมาณ ระยะเวลาห่างระหว่างการส่งเสียงร้องแต่ละครั้งมีสองแบบคือ ระหว่าง 0-5 วินาที และนานกว่า 2 วินาที ส่วนทิศทางที่มาถึงของเสียงร้องนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนที่ของพะยูนจากการคำนวณทิศทางที่ส่งมาถึงของเสียงร้องนั้น จะเปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนที่ของพะยูนจากการคำนวณทิศทางที่ส่งมาถึงของเสียงร้องเดียวกันจากหลายๆ จุดทำให้สามารถตรวจวัดตำแหน่งของพะยูนได้อย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันกำลังผลิต voice data logger ที่สามารถทำการบันทึกในน้ำได้โดยอัตโนมัติและมีกำหนดจากที่จะสร้างเครือข่าวสำรวจพะยูนโดยใช้ logger ดังกล่าวนี้ (ฐานข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง)

การสืบพันธุ์ของพะยูน 

          พะยูนไม่ได้ผสมพันธุ์ตามฤดูกาล พะยูนเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 9-10 ปีในทั้งสองเพศ ระยะตั้งท้องนาน 13-14 เดือน (รายงานบางฉบับระบุว่าใช้เวลาประมาณ 385-400 วัน) คลอดลูกครั้งละหนึ่งตัว ลูกพะยูนแรกเกิดยาว 1 – 1.2 เมตรและหนักอยู่ในช่วง 20 – 35 กิโลกรัม น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 20 กิโลกรัม หลังจากคลอด แม่พะยูนจะดันลูกให้ขึ้นสู่ผิวน้ำทันที แล้วชะลอลูกไว้บนหลังในช่วงแรกๆ เพื่อหัดให้ลูกพะยูนหายใจและว่ายน้ำ โดยจะค่อยๆ จมตัวเองและลอยขึ้นเป็นจังหวะ ลูกแรกเกิดกินนมจากแม่พร้อมทั้งเริ่มหัดกินหญ้าทะเล และอาศัยอยู่ใกล้ชิดกับแม่ตลอดเวลาเป็นเวลาประมาณปีครึ่งถึงสองปี โดยทั่วไปลูกพะยูนจะหย่านมแม่หลังจากอายุ 1 ปีไปแล้ว พะยูนอายุ 1 ปี จะมีความยาวประมาณ 1.8 เมตร เมื่อมีศัตรูลูกอ่อนจะว่ายน้ำหลบอยู่บนหลังของแม่ ช่วงอายุในการสืบพันธุ์ยังไม่แน่ชัดนักและจากการสำรวจคาดว่าฤดูกาลการคลอดลูกของพะยูนอยู่ระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม สำหรับการศึกษาถึงฤดูกาลคลอดลูกของพะยูน ในประเทศออสเตรเลียพบว่าจะอยู่ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนธันวาคมและกว่าแม่พะยูนจะมีลูกได้อีกครั้งหนึ่งจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี อายุขัยเฉลี่ยของพะยูนอยู่ในช่วงประมาณ 45-70 ปี (กรณีที่อายุยืนยาวตามธรรมชาติ) พะยูนตัวเต็มวัยมีความยาวประมาณสามเมตร ในขนาดความยาวเท่าๆ กัน และตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้เล็กน้อย 

การปรับตัวของพะยูน

          พะยูนมีรูปแบบการป้องกันตัว 2 ลักษณะ คือ การว่ายน้ำหนีลงร่องน้ำ หากพะยูนรู้สึกว่าถูกคุกคามจะค่อยๆ เคลื่อนที่ลงร่องน้ำใกล้เคียงแล้วว่ายออกสู่ที่ลึก หากตกใจพะยูนจะว่ายหนีอย่างรวดเร็วโดยใช้ครีบหางโบกอย่างเร็ว ส่วนครีบหน้าหุบไว้ข้างตัว โดยมีความเร็วระหว่าง 30 – 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนพะยูนที่มีลูกอ่อนจะว่ายน้ำช้ากว่า อาจเนื่องจากต้องรอลูกซึ่งว่ายน้ำได้ไม่เร็วนัก และการป้องกันตัวอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การกบดานอยู่นิ่งๆ การป้องกันตัวแบบนี้พบได้เพียงหนึ่งครั้งจากการสังเกตุพะยูนบริเวณแหลมหยงหลำ ที่น่าสนใจคือพะยูนมีเทคนิคที่ซับซ้อนขึ้นในการพรางตัว คือ เมื่อพะยูนได้รู้ว่าอาจมีการรุกราน พะยูนตัวหนึ่งใช้หางโบกพัดพื้นทรายอย่างแรงจนตะกอนฟุ้งขึ้น แต่พะยูนก็ไม่ได้เคลื่อนที่ไปที่ใด และอาศัยกบดานนิ่งอยู่ที่พื้นบริเวณที่ตะกอนฟุ้งกระจายอยู่นั่นเอง พะยูนมีการมองเห็นที่ไม่ดีมากนัก แต่การรับรู้เกี่ยวกับเสียงกลับดีมากเป็นพิเศษ พะยูนนอกจากจะสามารถแยกชนิดของแหล่งกำเนิดเสียงได้แล้ว ยังสามารถแยกทิศทางของเสียงได้อีกด้วย ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการหลบหลีกอันตรายหรือศัตรู

ความผูกพันระหว่างคนไทยกับพะยูน : พะยูนมีชื่อเรียกพะยูนหลายชื่อด้วยกัน คือ หมูน้ำ หมูดุด ดูหยง เงือก วัวทะเล และดูกอง "พะยูน หรือปลาพะยูน" เป็นชื่อที่นิยมใช้ทั่วไปในประเทศไทย (บางแห่งอาจเขียนเป็น "พยูน พยูร") ส่วนชาวปักษ์ใต้นิยมเรียกพะยูนว่า "ดูหยง หรือ ตูหยง" ซึ่งมาจากภาษามาเลเซียที่ใช้เรียกพะยูน (Duyong, sea pig หรือหมูทะเล) ในภาษาเขียนบ้านเราในบางแห่งอาจเพี้ยนไปเป็น "ดุยง ดุหยง ตุยง หรือตุหยง" และชาวใต้ยังเรียกพะยูนอีกชื่อหนึ่งว่า "หมูน้ำ" ซึ่งอาจมาจากลักษณะของเนื้อพะยูนที่มีสีสันและรสชาดคล้ายเนื้อหมู อีกนัยหนึ่งอาจมาจากรูปร่างที่อ้วนพร้อมทั้งมีขนตามลำตัวและลักษณะการกินอาหารที่คล้ายหมูก็ได้

          สมัยก่อนพบพะยูนมากในทะเลไทยทั้งสองฝั่ง และคนไทยน่าจะมีความผูกพันกับพะยูนอย่างมากมาช้านานแล้ว อาจจะเป็นเพราะทั้งความน่ารักน่าสงสารของพะยูน การที่พะยูนเป็นสัตว์มีรูปร่างพิเศษ หรือมีเนื้อที่มีรสชาดดี รวมทั้งความเชื่อต่างๆ ที่มีเกี่ยวกับพะยูน หลักฐานความผูกพันของคนไทยกับพะยูน คือการนำชื่อที่ใช้เรียกพะยูนไปตั้งเป็นชื่อสถานที่ที่อยู่ติดกับชายฝั่งทะเล ได้แก่ คำว่า "พะยูน หมูดุด ตุหยง ดุหยง ตุยง" ชื่อสถานที่ต่างๆ เหล่านี้น่าจะถูกเรียกต่อๆ กันมานับร้อยปีแล้ว และในประเทศไทยคงไม่มีชื่อสัตว์ทะเลชนิดอื่นใดที่ถูกนำไปตั้งเป็นชื่อสถานที่มากเท่าชื่อพะยูน และยังไม่พบรายงานจากที่อื่นที่กล่าวถึงการนำชื่อพะยูนไปตั้งเป็นชื่อสถานที่

          นอกจากนี้ในจังหวัดตรังหลังจากเกิดกระแสการอนุรักษ์พะยูนอย่างกว้างขวาง กอร์ปกับเป็นแหล่งที่มีพะยูนอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทย พะยูนกลายเป็นสัตว์สัญลักษณ์ของจังหวัดในการอนุรักษ์ (Flagship species) เมื่อปี 2539 มีการนำพะยูนไปเป็นสัตว์นำโชคในกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 29 หรือ "พะยูนเกมส์" มีรูปพะยูนหรือรูปปั้นพะยูนอยู่มากมาย เช่น รูปปั้นพะยูนคู่หนึ่งที่หน้าทางเข้าอควาเรียมของสถาบันราชมงคล รูปปั้นพะยูนที่ฉางหลางรีสอร์ท หุ่นสต๊าฟพะยูนที่อุทยานแห่งชาติเจ้าไหม ที่สถาบันราชมงคล และที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตรัง มีร้านค้าและสำนักงานหลายแห่งในตัวเมืองตรังนำคำว่าพะยูนไปเป็นชื่อร้าน เช่น สำนักทนายความ ร้านอาหาร บริษัทท่องเที่ยว (พะยูนทราเวล) ร้านถ่ายรูป (พะยูนเอ็กซ์เพลส) มีรูปพะยูนตามป้ายต่างๆ เช่น ป้ายหน้าโรงเรียนปาตูดูเป๊ะบนเกาะตะลิบง ป้ายหน้าอุทยานแห่งชาติเจ้าไหม ข้างรถตุ๊กตุ๊ก เป็นต้น

เพลงพื้นบ้าน-รองเง็ง
          ทางฝั่งทะเลอันดามันและมาเลเซียตอนบน มีเพลงพื้นบ้านที่เรียกว่า "รองเง็ง" หรืออาจเรียกว่าลิเกป่า มีการผูกเพลงเป็นครกหรือบท ยกย่องพะยูนว่ามีคุณค่า เปรียบเทียบความรักระหว่างชายหญิงเหมือนความรักของพะยูนแม่ลูก ตัวอย่างตอนหนึ่งของเพลงพื้นบ้านรองเง็ง "…..คิดถึงสาวกินข้าวไม่ลง ถูกเสน่ห์น้ำตาดูหยง กินข้าวไม่ลงคิดถึงเจ้าทุกเวลา….." ชาวน้ำหรือชาวเล เล่าว่า หากเป็นน้ำตาพะยูนของแท้ใส่ไว้ในขวดจะมีการขึ้นลงเหมือนน้ำทะเล และน้ำตาพะยูนที่ได้ผลเป็นเลิศต้องมาจากลูกพะยูนที่ตามหาแม่ ปกติพะยูนแม่-ลูกจะมีความผูกพันกันมาก หากลูกพะยูนติดอวนหรือถูกจับไป แม่พะยูนจะเที่ยวตามหาลูกของมัน และชาวประมงก็มักจะจับแม่พะยูนได้อีกตัวในเวลาต่อมา กล่าวได้ว่าชุมชนชายฝั่งทะเลหรือชาวประมงพื้นบ้านมีความผูกพันรักใคร่พะยูนอย่างมาก จนนำมาร้อยเรียงเป็นเพลงร้อง เพื่อความบันเทิงใจในยามค่ำคืน หรือยามมีงานบุญในหมู่บ้าน

เรื่องเล่าขานเกี่ยวกับพะยูน : ตำนานการเกิดพะยูน
          จากการสัมภาษณ์คนเฒ่าคนแก่ที่หมู่บ้านเจ้าไหม จ.ตรัง เล่าว่า เดิมทีพะยูนเป็นคน โดยเล่าว่า "มีสองสามีภรรยาที่อาศัยอยู่ชายฝั่งทะเล ต่อมาภรรยาได้ตั้งท้องและอยากกินของแปลกๆ ตามธรรมชาติของคนแพ้ท้อง ภรรยาต้องการกินลูกหญ้าทะเล สามีก็ไปเก็บมาให้กินทุกวัน จนกระทั่งภรรยาท้องแก่ใกล้คลอด ลูกหญ้าทะเลที่สามีหามาให้ไม่เพียงพอกับความต้องการของนาง นางจึงลงทะเลเพื่อไปเก็บลูกหญ้าทะเลกินเสียเองและมัวเพลิดเพลินกินอยู่จนลืมเวลาว่าน้ำกำลังขึ้น เมื่อถึงเวลาน้ำขึ้นเต็มที่นางจึงไม่สามารถกลับขึ้นมาได้ นางคงติดอยู่ในดงหญ้าทะเลนั้นเอง จนในที่สุดนางก็กลายร่างเป็นนางเงือกหรือพะยูน" บางคนเล่าเสริมว่า "สามีได้ตามลงไปในทะเลเพื่ออยู่กับภรรยาของตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความรักของสามีภรรยาทั้งคู่"

ความเชื่อ 

          แม้ว่าราคาของเนื้อพะยูนดูจะสูงกว่าเนื้อหมู เป็ด และไก่ก็ตาม แต่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ที่ของที่ยิ่งหามาด้วยความลำบากยากเย็นหรือมีน้อยเหลือเกิน มักถูกเชื่อว่ามีประโยชน์มหาศาล เนื้อพะยูนก็เช่นกัน ชาวบ้านเชื่อว่าการกินเนื้อพะยูนทำให้มีพลังและเป็นเหมือนยาอายุวัฒนะ เนื้อพะยูนนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลายอย่าง เช่น แกง ผัด ทอด เนื้อแดดเดียว และเนื้อเค็ม น้ำมันพะยูนใช้ทาแก้ปวดเมื่อยและแก้น้ำร้อนลวก น้ำตาเป็นยาเสน่ห์ ส่วนกระดูกฝนผสมกับน้ำมะนาวกินแก้พิษจากการถูกเงี่ยงหรือหนามของปลาแทง กระดูกใช้ทำเป็นเครื่องราง เขี้ยวทำหัวแหวน และหนังใช้ทำไม้เท้าในต่างประเทศ ก็มีความเชื่อเรื่องการใช้ประโยชน์จากชิ้นส่วนต่างๆของพะยูนเช่นกัน ชนพื้นเมืองในประเทศออสเตรเลียเชื่อว่าน้ำมันพะยูนใช้รักษาโรคต่างๆ ได้หลายโรค ในมาดากัสการ์เชื่อว่าน้ำมันพะยูนใช้รักษาโรคไมเกรนได้ หนังพะยูนใช้ทำเครื่องหนัง หรือนำไปต้มเคี่ยวจนได้กาว ส่วนเขี้ยวหรืองาพะยูนใช้ทำด้ามกริช เป็นของที่ระลึกหรือของฝาก

สถานภาพของพะยูนในประเทศไทย

จำนวนประชากรและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง: จำนวนพะยูนเฉลี่ยในประเทศไทย 240 ตัว แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงลดลง

ลักษณะเด่น: รูปทรงกระสวยคล้ายโลมา ด้านหลังลำตัวสีเทาอมชมพู หรือน้ำตาล โดยด้านท้องมีสีอ่อนกว่า ในวัยอ่อนลำตัวมีสีเทาอมชมพูและด้านท้องมีสีชมพู ริมฝีปากอยู่ด้านล่างโดยมีลักษณะกลมหนา โดยส่วนของจมูกและปากเรียกรวมกันว่า Muzzleมีขนสั้น ๆ กระจายทั่วลำตัวและขนเส้นใหญ่อยู่อย่างหนาแน่นบริเวณปาก ตาและหูมีขนาดเล็ก โดยไม่มีใบหู รูจมูกอยู่ชิดกันโดยมีลิ้นปิด โดยจะเปิดเฉพาะเวลาส่วนหัวหายใจเข้าเมื่อส่วนหัวโผล่พ้นน้ำ มีหัวนม (nipple) อยู่ด้านหลังของครีบข้างในทั้งสองเพศ โดยจะมีขนาดใกล้เคียงกันในวันเด็ก แต่ในตัวเต็มวัยตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าชัดเจน ส่วนหางมีลักษณะเป็นแฉกคล้ายโลมา สำหรับตัวผู้เมื่อเป็นตัวเต็มวัยจะมีเขี้ยวงอกพ้นริมฝีปากออกมา

ขนาดและน้ำหนัก: ยาวที่สุด 3.3 เมตร (ในประเทศไทยพบยาวที่สุด 2.87 เมตร) หนักที่สุด 400 กิโลกรัม (ในประเทศไทยพบหนักที่สุด 358 กิโลกรัม) ในเพศผู้และเพศเมียขนาดไม่ต่างกันมาก ขนาดแรกเกิด 1-1.5 เมตร และหนักประมาณ 20 กิโลกรัม (ในประเทศไทยเคยพบขนาดเล็กที่สุด 0.97 เมตร หนัก 14 กิโลกรัม)

อาหารและถิ่นอาศัย: พะยูนกินหญ้าทะเลชนิดต่างๆเป็นอาหาร โดยกินสาหร่ายเป็นบางครั้ง พะยูนในธรรมชาติกินอาหาร 3-5% ของน้ำหนักตัวต่อวัน แต่พะยูนในที่เลี้ยงสามารถกินอาหารได้มากถึง 10% ของน้ำหนักตัวต่อวัน พะยูนจะอาศัยอยู่บริเวณใกล้ฝั่งที่มีแหล่งหญ้าทะเล

ชีววิทยาและพฤติกรรม: พะยูนเริ่มเข้าวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 9-10 ปี ระยะเวลาตั้งครรภ์ 13-14 เดือน ให้ลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกพะยูนแรกเกิดจะหัดกินหญ้าทะเลพร้อมกินนมแม่ ซึ่งแม่พะยูนจะดูแลลูกประมาณ 2 ปี พะยูนมีอายุยืนยาวประมาณ 70 ปี โดยปกติมักพบพะยูนอยู่เป็นกลุ่มเล็ก 5-6 ตัว จนถึงฝูงขนาดใหญ่ขนาดมากกว่า 100 ตัว ภายในฝูงพะยูนจะพบลักษณะความเป็นสังคมสูง แต่บางครั้งก็พบพะยูนหากินเพียงตัวเดียว พะยูนว่ายน้ำได้เร็วเฉลี่ย 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนใหญ่จะว่ายน้ำเป็นระยะทางสั้นๆ 

จากข้อมูลปี พ.ศ.2552 พบว่า พะยูนมีการแพร่กระจายทั้งสองฝั่งของประเทศไทย เริ่มจากทางฝั่งตะวันออกของอ่าวไทยตั้งแต่สุดชายแดนติดกับประเทศกัมพูชาในจังหวัดตราด ไล่มาที่จังหวัดจันทบุรี ระยอง จนถึงจังหวัดชลบุรี ส่วนฝั่งตะวันตกของอ่าวไทยตำแหน่งเหนือสุดอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ไปจนถึงจังหวัดปัตตานี หรืออาจถึงจังหวัดนราธิวาส เพราะในประเทศมาเลเซียก็พบพะยูนในทะเลฝั่งนี้เช่นกัน ส่วนฝั่งทะเลอันดามัน พบกระจายในพื้นที่จังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง และสตูล บริเวณที่พบมากที่สุดคือบริเวณเกาะลิบง และเกาะมุกด์ จังหวัดตรัง

พะยูนทางฝั่งอ่าวไทย จากหลักฐานการพบเห็นพะยูนกล่าวได้ว่า ยังมีพะยูนอาศัยอยู่จากจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี ไปจนถึงจังหวัดตราด ในฝั่งทะเลด้านตะวันออก และที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และปัตตานี จากฐานข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ปี พ.ศ.2522-2546 พบซากพะยูนตายเนื่องจากติดอวนลอยในจังหวัดระยองถึงร้อยละ 16 รองลงมาคือบริเวณจังหวัดตราด ร้อยละ 9 ซึ่งบริเวณฝั่งอ่าวไทยพบซากพะยูนถึง 9 จังหวัดด้วยกัน คือ ตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลาและปัตตานี เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2546-2547 มีการสำรวจพบพะยูนที่อ่าวมะขามป้อม จังหวัดระยอง และที่บริเวณบ้านสะพานหินถึงบ้านไม้รูด จังหวัดตราด จากข้อมูลกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในปี พ.ศ.2552 ได้มีการประเมินประชากรสัตว์ทะเลหายาก ในกลุ่มพะยูนทางฝั่งอ่าวไทยพบว่ามีประชากรประมาณ 35 ตัว ซึ่งน้อยกว่าประชากรของพะยูนทางฝั่งทะเลอันดามัน โดยประชากรของพะยูนที่พบแบ่งเป็นบริเวณอ่าวไทยตะวันออก ตั้งแต่จังหวัดชลบุรีถึงตราดพบ 20 ตัว อ่าวไทยตอนกลาง ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ถึงสุราษฎร์ธานีพบ 10 ตัวและอ่าวไทยตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชถึงนราธิวาสพบ 5 ตัว จากข้อมูลสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งและป่าชายเลน ในปี พ.ศ.2553 รายงานว่าพบพะยูนบริเวณแนวหญ้าทะเลในพื้นที่ร็อคการ์เด้นรีสอร์ท (อ่าวมะขามป้อม) อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

พะยูนทางฝั่งทะเลอันดามัน มีการสำรวจพะยูนมากทางฝั่งทะเลอันดามัน สุวรรณและคณะ (2536) ได้ทำการสำรวจพะยูนทางอากาศ (aerial survey) ครั้งแรกที่จังหวัดตรัง และต่อมา กาญจนาและคณะ (2540, 2542) และ Hines and Adulyanukosol (2001) ได้ประเมินประชากรพะยูนที่จังหวัดตรังในปี พ.ศ.2544 ว่ามีจำนวน 123 ตัว ส่วนในจังหวัดอื่นๆ ทางฝั่งทะเลอันดามันยังมีพะยูนอาศัยอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ระหว่าง 1-18 ตัว ตั้งแต่จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ไปจนถึงจังหวัดสตูล จากข้อมูลกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในปี พ.ศ.2552 ได้มีการประเมินประชากรสัตว์ทะเลหายาก ในกลุ่มพะยูนพบว่ามีประชากรประมาณ 200 ตัว จากข้อมูลสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งและป่าชายเลนในปี พ.ศ.2553 ได้ทำการสำรวจและติดตามประชากรพะยูนบริเวณที่พบมากที่สุดคือบริเวณเกาะลิบง และเกาะมุกด์ จังหวัดตรัง พบจำนวนสูงสุด 129 ตัว และจำนวนต่ำสุด 42 ตัว (ฐานข้อมูลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สืบค้นที่ http://www.dmcr.go.th/marinecenter/, เข้าถึงเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2555)

จากรายงานสถานภาพทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2550 – 2554 สามารถสรุปภาพรวมสถานสถานภาพพะยูนในประเทศไทย ได้ดังนี้

บริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออก พบพะยูนมีจำนวนรวม 14-21 ตัว บริเวณหาดไม้รูดและ เกาะกูด จังหวัดตราด และปากน้ำประแส จังหวัดระยอง และจันทบุรี มีจำนวนประชากรพะยูนคงที่ ส่วนบริเวณอ่าวไทยตอนบนพบพะยูนจำนวน 4-6 ตัว บริเวณอ่าวสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในขณะที่บริเวณอ่าวไทยตอนกลางพบพะยูนบริเวณอ่าวทุ่งคา-สวี จังหวัดชุมพร จำนวน 2-3 ตัว และบริเวณอ่าวพุมเรียง อำเภอไชยา เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี (อ่าวดอนสัก) และนครศรีธรรมราช (อ่าวขนอม) จำนวน 20-30 ตัว และบริเวณอ่าวไทยตอนล่างพบพะยูนบริเวณอ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี จำนวน 1-2 ตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของประชากรพะยูนในพื้นที่

บริเวณทะเลอันดามันตอนบน พบพะยูนบริเวณหาดทรายดำ จังหวัดระนอง จำนวน 10-15 ตัว เกาะพระทอง เกาะยาว อ่าวพังงา จังหวัดพังงา จำนวน 20-25 ตัว และบริเวณอ่าวปากคลอก อ่าวตังเข็น และอ่าวฉลอง จังหวัดภูเก็ต จำนวน 3-5 ตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของประชากรพะยูนในพื้นที่ ส่วนในบริเวณทะเลอันดามันตอนล่างพบพะยูนแพร่กระจายบริเวณเกาะปู เกาะศรีบอยา จังหวัดกระบี่จำนวน 15-20 ตัว บริเวณอ่าวเจ้าไหม เกาะมุกต์ เกาะลิบง เกาะสุกร จังหวัดตรัง จำนวน 135-150 ตัว และบริเวณเกาะลิดี เกาะสาหร่าย จังหวัดสตูล จำนวน 5-10 ตัว

ภาวะคุกคามพะยูน

สาเหตุการสูญพันธุ์
มนุษย์เรารู้จักล่าพะยูนมานานนับพันปีแล้ว ในสมัยก่อนนอกจากล่าเพื่อเอาเนื้อมาบริโภคแล้ว ยังเชื่อว่าน้ำมันพะยูนสามารถรักษาโรคเรื้อรังได้สารพัด กระดูกพะยูนนำไปใช้ประโยชน์ในโรงงานทำน้ำตาลและทำเครื่องราง หนังซึ่งหนาเหมาะสำหรับทำผ้าเบรครถม้า หรือฟอกทำรองเท้าแตะ เขี้ยวพะยูนเมื่อขัดเงาแล้วนำไปทำด้ามมีด ส่วนอื่นๆ ที่เหลือ เชื่อว่าสามารถทำเป็นยารักษาโรค และเป็นยาโป๊วได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าน้ำตาพะยูนใช้เป็นยาเสน่ห์ได้ ปัจจุบันการล่าพะยูนยังเป็นขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม และความเชื่อของชนพื้นเมืองในประเทศออสเตรเลียและปาปัวนิวกินี ในประเทศออสเตรเลียรัฐบาลยังอนุญาตให้ชนพื้นเมืองล่าพะยูนได้ปีละประมาณ 200 ตัว สาเหตุที่ทำให้พะยูนใกล้สูญพันธุ์นั้น ประกอบด้วยปัจจัยหลักเพียง 2 อย่าง คือ ปัจจัยทางธรรมชาติและปัจจัยจากมนุษย์ ดังนี้

1.ปัจจัยจากมนุษย์
มนุษย์เราเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรหลายอย่างหมดไปอย่างน่าเสียดาย สำหรับพะยูน การล่าเพื่อนำเนื้อมาเป็นอาหารหรือเพื่อประกอบพิธีกรรมของชนพื้นเมืองบางกลุ่มแล้ว พะยูนยังติดเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ เช่น ติดอวนที่ขึงกั้นฉลามในประเทศออสเตรเลีย ติดอวนลอยประเภทต่างๆ นอกจากนี้มลภาวะที่ลงสู่ทะเลอันสืบเนื่องมาจากการเติบโตของชุมชนชายฝั่งทะเล โรงงานอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ยาฆ่าแมลงและสารเคมีจากเกษตรกรรมแผนใหม่ ได้ส่งผลกระทบและทำลายระบบนิเวศของหญ้าทะเล เมื่อพะยูนได้รับอาหารไม่เพียงพอทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณ ย่อมส่งผลให้มีอัตราการสืบพันธุ์ที่ต่ำกว่าปกติหรือเป็นหมัน และลูกที่ได้ไม่แข็งแรง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกพะยูนตายได้ง่าย

ในสมัยก่อนมนุษย์ยังมีไม่มาก และเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ล่าพะยูนเป็นวัสดุอุปกรณ์ง่ายๆ ที่ทำขึ้นเอง ใช้เรือพาย หรือทำห้างในทะเลขึ้นเพื่อดักจับพะยูน การขยายพันธุ์ของพะยูนตามธรรมชาติอาจชดเชยบางส่วนที่ถูกล่าได้ แต่ในยุคปัจจุบันที่เป็นยุคเทคโนโลยี มีการพัฒนาเครื่องมือประมงไปมาก ตลอดจนเครื่องยนต์ติดเรือที่มีความเร็วสูง ทำให้การไล่ล่าพะยูนมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้มีการขยายตัวของชุมชนชายฝั่งทะเลทุกแห่ง มีคนที่อาศัยหากินตามชายฝั่งทะเลเพิ่มมากขึ้นในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติทุกอย่างเริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชายฝั่งมีมากขึ้นทั้งป่าไม้ชายเลน ปะการัง และพื้นที่หญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งหากินของพะยูน มีการใช้เครื่องมือประมงหลายชนิดที่เป็นอันตรายกับพะยูน ทั้งที่เป็นชนิดที่ต้องห้ามตามกฎหมายประมงและการทำประมงที่ผิดกฎหมายเช่น การลากอวนในเขตใกล้ชายฝั่ง มีผลให้พะยูนตายเพราะติดเครื่องมือประมงดังกล่าว จำนวนพะยูนจึงลดลงอย่างมาก เช่นในประเทศไทย หรือสูญพันธุ์ไปแล้วในบางประเทศ

         1.1  ธุรกิจการท่องเที่ยวภาคการท่องเที่ยงหรือเรือยนต์ขนาดใหญ่ที่ทำการในแหล่งหากินของพะยูนก็มีส่วนในการรบกวน และเป็นอันตรายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพะยูน เช่น ที่บริเวณหน้าฐานทัพเรือทับละมุ ที่ท่าเรือคุระบุรี ในจังหวัดพังงา เป็นต้น นอกจากนี้เรืออาจชนทำให้พะยูนได้รับบาดเจ็บหรือตายได้ เช่น กรณีพะยูนเพศผู้ ความยาว 2.4 เมตร ถูกเรือชนที่ท่าเรือน้ำลึก จ.ภูเก็ต เมื่อปี 2541 ทำให้กระดูกสันหลังหัก 8 ข้อ และเป็นสาเหตุให้พะยูนตายในที่สุดพื้นที่ที่น่าเป็นห่วง คือบริเวณเกาะตะลิบง-เกาะมุกด์ ในจังหวัดตรัง ธุรกิจการท่องเที่ยว เรือทัวร์ต่างๆ โรงแรมและรีสอร์ทต่างๆ ทั้งที่อยู่บนฝั่งจากหาดปากเม็งถึงหมู่บ้านเจ้าไหม หรือที่เกาะตะลิบงและเกาะมุกด์ ที่มีการเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน หรือธุรกิจที่พาคนออกไปดูพะยูน กิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นดูเสมือนว่าจะไม่ได้มีใครมองปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ว่าจะมีผลกระทบกับพะยูนและหญ้าทะเลหรือไม่ โดยเฉพาะบริเวณแหลมจุโหยของเกาะตะลิบงซึ่งเป็นสวรรค์ของพะยูน เวลาน้ำขึ้นเต็มที่พะยูนกว่า 50 ชีวิตมารวมกันหากินที่นี่ ผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึงผลกระทบอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้น ขอยกเพียงตัวอย่างเดียว คือ ท่านลองนึกดูว่า หากมีเรือท่องเที่ยววิ่งผ่านบริเวณนี้สัก 50-100 ลำต่อวัน พะยูนจะอยู่ได้หรือ ควรมีการวางมาตรการการจัดการทรัพยากรพะยูนและหญ้าทะเลรวมถึงการจัดการกับการท่องเที่ยวพะยูนเชิงนิเวศในบริเวณนี้โดยเร่งด่วน

          1.2 เครื่องมือประมงที่เป็นอันตรายต่อพะยูน
ในสมัยก่อนมีการล่าพะยูนเป็นอาหาร โดยใช้อวนล้อมพะยูนในขณะที่พะยูนเข้ามากินหญ้าทะเลในที่ตื้น หรือไล่ต้อนพะยูนเข้าสู่ที่ตื้นแล้วทุบหรือแทงจนพะยูนตาย หรือหากติดอวนแล้วยังไม่ตายก็จะผูกหางพะยูนลากไปกับเรือหรือทำให้ส่วนหัวจมอยู่ใต้น้ำ ไม่นานพะยูนก็จะตาย เมื่อกลับเข้าฝั่งเนื้อที่ได้นำมาแจกจ่ายแก่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือขาย ส่วนอื่นๆ ของพะยูนก็นำไปใช้ตามความเชื่อว่าไม่มีการล่าพะยูนในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปีแล้วหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ในปัจจุบันการได้พะยูนมักเกิดจากการติดเครื่องมือประมงโดยบังเอิญ หรือการทำประมงในเขตหวงห้าม เช่นในฝั่งอ่าวไทยที่เคยมีพะยูนอยู่มาก แต่พะยูนจำนวนหนึ่งก็หมดไปกับเครื่องมืออวนลากที่เข้าไปลากในเขตใกล้ฝั่งซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพะยูน กล่าวโดยทั่วไปเครื่องมือประมงที่พะยูนมาติดและตายมากที่สุด ได้แก่ อวนลอยหรืออวนติดตาชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอวนปลาสีเสียด อวนลอยปลากะพง อวนสามชั้น อวนจมปู อวนปลากระเบน รองลงไปคือโป๊ะ นอกจากนี้การทำประมงอวนรุนซึ่งมุ่งเน้นเฉพาะกุ้งเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่วนลูกสัตว์น้ำอื่นๆ ก็ขายเป็นปลาเป็ดไป อวนรุนทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อนพวกกุ้งหอยปูปลา ทำให้ลูกกุ้งหอยปูปลาต้องตายไปก่อนที่จะโตได้ขนาด และยังเป็นการทำลายแหล่งอาหารของพะยูน ลดพื้นที่การหากินของพะยูนอีกด้วย หากไม่มีหญ้าทะเลพะยูนก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ธุรกิจอวนรุนก็เป็นปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก การจะหยุดยั้งอวนรุนได้ต้องขึ้นกับความสมัครใจเลิกของผู้ประกอบการเอง และการร่วมมือร่วมใจกันเฝ้าระวังพื้นที่หน้าบ้านจากอวนรุน ชุมชนต้องมีความเข้มแข็ง จึงจะเอาชนะอวนรุนได้ พื้นที่ที่ประสบความสำเร็จในการจัดการกับปัญหาเรืออวนรุนคือจังหวัดตรัง เช่น ที่บ้านแหลมขาม อ.สิเกา บ้านเจ้าไหม-เกาะลิบง-เกาะมุกด์ อ.กันตัง เป็นต้น

วิธีการจัดการกับพะยูนเกยตื้นและการจัดการซากพะยูน

เมื่อได้รับแจ้งข่าว ต้องบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับ สถานที่ที่จะไปรับ เบอร์โทรศัพท์ ชื่อและที่อยู่ของผู้ที่จะติดต่อได้เมื่อไปถึง พร้อมทั้งให้คำแนะนำเบื้องต้นพอสังเขปแก่คนในพื้นที่ เจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านในการปฏิบัติต่อพะยูนทั้งในกรณีที่มีชีวิต (Live Specimen) หรือตาย (Carcass) ควรมีการประเมินสภาพของพะยูนเพื่อจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ได้ตรงกับการใช้งาน เช่น พะยูนมีชีวิต หรือตาย ขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก หากมีชีวิต บาดเจ็บมากน้อยอย่างไร

สาเหตุ ที่ทำให้พะยูนมาเกยตื้นนั้นมีหลายปัจจัย ทั้งที่เกิดจากสภาพธรรมชาติ โรคภัย และมนุยษ์ บางแห่งมีการมาเกยตื้นของพะยูนติดต่อกันหลายวัน หรือการมาเกยตื้นกินเนื้อที่ความยาวของชายหาดหลายกิโลเมตร ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชี้ชัดว่าปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งทำให้สัตว์เหล่านี้มาเกยตื้น ปัจจัยต่างๆมีดังนี้

1.สภาพภูมิประเทศชายฝั่งที่ซับซ้อน และสภาพของมหาสมุทร ทำให้พลัดเข้ามาเกยตื้น

2.มลภาวะ (Pollution) ของสิ่งแวดล้อมทางทะเล เช่น คราบน้ำมันชายฝั่งอาจทำให้ระบบทางเดินหายใจเสียหาย หรือมลภาวะที่ได้รับจากห่วงโซ่อาหารจากแพลงตอนสู่ปลา หอย กุ้งและหมึก เมื่อพะยูนกินเข้าไปสะสมเกิดเป็นพิษขึ้น

3.สภาพภูมิอากาศ เช่น คลื่นลมแรง พายุ ทำให้ไม่สามารถรักษาทิศทางการเคลื่อนที่ได้

4.การหนีผู้ล่า (Predator) ซึ่งอาจเป็นสัตว์อื่น เช่น ฉลาม วาฬขนาดใหญ่ที่กินเนื้อ หรือมนุษย์

5.พิษที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น การสะสมสารพิษจากสาหร่ายบางชนิดที่กินเข้าไปในระยะเวลานานๆ

6.การไล่ล่าเหยื่อมายังชายฝั่งแล้วเกยตื้น เช่นปลาวาฬเพชฌฆาตล่าแมวน้ำจนมาเกยตื้น

7.การเจ็บป่วย และโรคภัยจากธรรมชาติ เช่น ติดเชื้อไวรัส โรคพยาธิ8.การได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของมนุษย์ เช่น ติดอวน เบ็ดปลากระเบน โป๊ะ

การช่วยชีวิตตัวอย่างมีชีวิต (Rescue for live animals)

ในประเทศไทยพะยูนที่พบเกยตื้น ส่วนใหญ่มักเจ็บป่วยมา หรือไม่แข็งแรง หรือเป็นลูกที่อาจจะพลัดหลงจากแม่ พะยูนโดยมากมักติดอวน (Gill net) โดยบังเอิญแล้วจมน้ำตาย หรือว่ายน้ำหากินแล้วเข้ามาติดโป๊ะ มีบ้างที่ติดอวนลากใกล้ฝั่ง ถูกเรือชน หรือเจ็บป่วยตามธรรมชาติ

พะยูนติดอวนและโป๊ะตัวอย่างที่ติดอวนโดยส่วนม่กชาวประมงจะขังไว้ในกระชังในทะเล ควรทราบขนาดความยาวของพะยูนโดยประมาณ ในกรณีที่ทราบว่าตัวอย่างบาดเจ็บ อาจต้องนำตัวอย่างไปอนุบาลในบ่อ ต้องเตรียมถงไฟเบอร์ความยาวประมาณ 1.5 – 2.5 เมตร (อาจต้องใช้รถขนาดใหญ่ เช่นรถบันทุก 6 ล้อ) หรือเตรียมผ้าใบขนาดใหญ่ที่สามารถกักน้ำบุกระบะรถเพื่อลำเลียงตัวอย่าง ข้อควรระวังในการขนย้ายตัวอย่าง คือไม่ให้ตัวอย่างโดยเฉพาะส่วนหัวชนกับขอบถัง หรือตัวรถ ส่วนกรณีพะยูนติดโป๊ะต้องรีบปล่อยทันที "กรณีพะยูนตัวขนาดเล็ก" (ความยาว 2-3 เมตร) ซึ่งไม่แน่ใจว่าสามารถนำไปปล่อยในทะเลได้ ต้องเตรียมเปลผ้าใบพร้อมคานแบก หรือกรณีที่ต้องเคลื่อนย้ายโลมาไปปฐมพยาบาลที่อื่น หรือย้ายไปปล่อยยังแหล่งที่คลื่นลมสงบ นอกจากนี้แล้วต้องเตรียมผ้านวม (ผ้าห่มนวม) ถังน้ำพลาสติกเพื่อตักน้ำ เบาะนวมเพื่อนรองรับตัวอย่างไม่ให้สัมผัสกับพื้นแข็ง ช่วยไม่ให้น้ำหนักลำตัวกดทับด้านท้องมากเกินไป และป้องกันมิให้ลำตัวกระแทกกับพื้น ขณะลำเลียงต้องมีผ้าอุ้มน้ำปิดตลอดทั้งลำตัว ยกเว้นเฉพาะส่วนช่องจมูกหายใจ หรือเตรียมผ้าใบขนาดใหญ่ที่สามารถกันน้ำบุกระบะรถพร้อมใส่น้ำ (กรณีนี้อาจต้องมีปั๊มน้ำและสายยางติดไปด้วย) หากส่วนใดส่วนหนึ่งของพะยูนจมอยู่ในน้ำ ต้องมีผ้าอุ้มน้ำปิดอยู่ เพราะจะช่วยให้โลมาสามารถรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในสภาวะปกติ ถึงแม้ว่าขณะลำเลียงขนส่งจะเป็นเวลากลางคืนก็ตาม "กรณีพะยูนขนาดตัวใหญ่" ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หากตัวอย่างตากแดดอยู่นาน ขั้นแรกควรทำร่มเงาให้ เช่นกางร่มขนาดใหญ่ หรือขึงผ้าใบไว้ (ไม่ควรนำน้ำมาราดบนตัวอย่าง เพราะอาจทำให้ตัวอย่างตายเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายรวดเร็วเกินไป) หลังจากนั้นจึงใช้ผ้าชุบน้ำมาประคบแล้งจึงใช้ผ้าอุ้มน้ำปิดบนลำตัว หากบริเวณนั้นเป็นหาดที่มีความลาดเอียงไม่มากนัก อาจขุดทรายข้างใต้ลำตัว เพื่อให้น้ำทะเลซึมเข้ามา ทั้งนี้นอกจากจะช่วยระบายรักษาอุณหภูมิให้ตัวอย่างแล้วยังช่วยประคองไม่ให้น้ำหนักตัวกดทับส่วนหน้าอกและท้องมากเกินไป หรือหากอยู่ไม่ไกลจากชายน้ำให้ช่วยกันอุ้มลงทะเล การปล่อยตัวอย่างลงทะเล หลังจากปฐมพยาบาลและประเมินว่าพะยูนแข็งแรงพอที่จะปล่อยได้แล้วจึงขนย้ายตัวอย่างด้วยเปล หรืออาจใช้คนช่วยกันอุ้ม หันหัวออกสู่ทะเลช่วยกันประคอง จนกว่าโลมาและปลาวาฬจะสามารถว่ายไปได้

การจัดการกับตัวอย่างตาย (Carcass disposal)

สำหรับตัวอย่างเกยตื้นที่ตายแล้ว ไม่มีความยุ่งยากสำหรับตัวอย่างขนาดเล็ก (2-3 เมตร) ใช้รถกระบะในการลำเลียง ส่วนตัวใหญ่มากต้องฝังหรือลากออกไปทิ้งในทะเล โดยเตรียมอุปกรณ์ภาคสนามในการรับซาก จัดพาหนะให้เหมาะสมกับขนาดตัวอย่าง โดยทั่วไปใช่รถกะบะตอนเดียว พร้อมเจ้าหน้าที่ 2-3 คน อุปกรณ์ที่ควรเตรียมไปด้วย คือ กล่องเครื่องมือ ซึ่งประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์หลายอย่าง เช่น ขวดเก็บตัวอย่างเพื่อศึกษา DNA สายวัด/เทปวัด มีดผ่าตัดพร้อมใบมีด ปากคีบ (forceps) ต่างขนาด 2-3 อัน หลอดเก็บตัวอย่าง ปากกาเมจิกชนิดกันน้ำ กระดาษเลเบล กรรไกร คัทเตอร์ ฯลฯ ถุงมือ คานหาม 1 อัน รองเท้าบูท เชือกสำหรับผูกตัวอย่างกับกระบะรถ ผ้าใบ/กระสอบป่าน ปิดคลุมตัวอย่าง กระบะ/ถังแช่เย็นตัวอย่าง (กรณีตัวอย่างเล็ก) และวัสดุปลีกย่อยอื่นๆ สบู่สำหรับล้างมือ ชุดสำหรับเปลี่ยนในกรณีตัวอย่างใหญ่เน่าซึ่งลอยอยู่ในทะเล ในกรณีต้องการรักษาความสดของตัวอย่างในขณะลำเลียงควรใส่น้ำแข็งและเกลือเม็ดเพื่อช่วยให้ตัวอย่างสดอยู่เสมอ ก่อนการชันสูตรซาก หากตัวอย่างสดและไม่สามารถไปรับซากได้ทันที ควรติดต่อประสานงานให้กับคนในพื้นที่ฝากแช่แข็งตัวอย่างในห้องเย็น เช่น ห้องเย็นขององค์การสะพานปลา ห้องเย็นของแพปลา หรือโรงงาน หากตัวอย่างไม่สดมากพอที่จะเก็บในห้องเย็นได้ ให้จัดการแช่ตัวอย่างด้วยน้ำแข็ง (ผสมเกลือ) ในบ่อหรือถัง หากไม่มีบ่อหรือถังและมีพื้นที่ที่ติดหาดทรายให้ขุดหลุมลึกพอใส่ตัวอย่างปูพื้นด้วยผ้าใบแล้วแช่ตัวอย่างด้วยน้ำแข็ง (ผสมเกลือ)

การเตรียมอุปกรณ์ภาคสนามในการรับซาก

จัดพาหนะให้เหมาะสมกับขนาดตัวอย่าง โดยทั่วไปใช่รถกะบะตอนเดียว พร้อมเจ้าหน้าที่ 2-3 คน อุปกรณ์ที่ควรเตรียมไปด้วย คือ

 1.กล่องเครื่องมือ ซึ่งประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์หลายอย่าง เช่น ขวดเก็บตัวอย่างเพื่อศึกษา DNA สายวัด/เทปวัด มีดผ่าตัดพร้อมใบมีด ปากคีบ (Forceps) ต่างขนาด 2-3 อัน หลอดเก็บตัวอย่าง ปากกาเมจิกชนิดกันน้ำ กระดาษเลเบล กรรไกร คัทเตอร์ ฯลฯ 

2.ถุงมือ 

3.คานหาม 1 อัน 

4.รองเท้าบูท 

5.เชือกสำหรับผูกตัวอย่างกับกระบะรถ 

6.ผ้าใบ/กระสอบป่าน ปิดคลุมตัวอย่าง 7.กระบะ/ถังแช่เย็นตัวอย่าง (กรณีตัวอย่างเล็ก)

วัสดุปลีกย่อยอื่นๆ สบู่สำหรับล้างมือ ชุดสำหรับเปลี่ยนในกรณีตัวอย่างใหญ่เน่าซึ่งลอยอยู่ในทะเล ในกรณีต้องการรักษาความสดของตัวอย่างในขณะลำเลียงควรใส่น้ำแข็งและเกลือเม็ดเพื่อช่วยให้ตัวอย่างสดอยู่เสมอ ก่อนการชันสูตรซาก หากตัวอย่างสดและไม่สามารถไปรับซากได้ทันที ควรติดต่อประสานงานให้กับคนในพื้นที่ฝากแช่แข็งตัวอย่างในห้องเย็น เช่น ห้องเย็นขององค์การสะพานปลา ห้องเย็นของแพปลา หรือโรงงาน หากตัวอย่างไม่สดมากพอที่จะเก็บในห้องเย็นได้ ให้จัดการแช่ตัวอย่างด้วยน้ำแข็ง (ผสมเกลือ) ในบ่อหรือถัง หากไม่มีบ่อหรือถังและมีพื้นที่ที่ติดหาดทรายให้ขุดหลุมลึกพอใส่ตัวอย่างปูพื้นด้วยผ้าใบแล้วแช่ตัวอย่างด้วยน้ำแข็ง (ผสมเกลือ)

ขั้นตอนการชันสูตรซาก (Necropsy) ปฏิบัติดังนี้

1.ถ่ายรูปลักษณะภายนอกทั้งด้านบน ด้านข้าง และด้านท้อง ลักษณะครีบข้าง ครีบหลัง และครีบหาง ลักษณะสี ลาย และจุดตามลำตัว รวมทั้งตำหนิภายนอกและบาดแผล 

2.ตรวจลักษณะภายนอกโดยละเอียด เช่นบาดแผล รอยช้ำ พยาธิ หรือสัตว์ที่เกาะ เช่นเพรียง และอื่นๆ
     * หากพบพยาธิให้ดองด้วยน้ำยาแอลกอออล์ 10 %
     * ลักษณะบาดแผล รอยช้ำ และอื่นๆ ให้ลงตำแหน่งไว้ใน Data sheet 

3.เก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อไว้เพื่อวิเคราะห์ DNA ดองด้วย Absolute alcohol ส่วนที่ดีที่สุดคือผิวหนังสีดำด้านนอก หากไม่มีให้เก็บเนื้อหรืออวัยวะอื่นๆแทนได้ เช่น ตับ เนื้อ 

4.ชั่งตัวอย่างน้ำหนักทั้งตัว 

5.นับจำนวนฟัน/ร่องฟัน ทั้งขากรรไกรบน และล่าง 

6.วัดขนาดตาม Data sheet เช่น ความยาวลำตัว รอบตัว 

7.วัดขนาดความหนาของชั้นไขมัน (Blubber) ตามที่ระบุไว้ใน Data sheet 

8.โดยทั่วไปจะเริ่มผ่าซากจากแนวด้านบนตามความยาวลำตัว หรือผ่าจากแนวด้านข้างของลำตัว และบันทึกลักษณะต่างๆ ของอวัยวะภายใน เช่น สี รอยช้ำ วัดความกว้าง ความยาว ชั่งน้ำหนักอวัยวะภายในแต่ละชิ้น
     * ตรวจดูพยาธิ (หากพบพยาธิให้ดองในน้ำยาแอลกอออล์ 10%) อย่าลืมตรวจพยาธิในช่องทางเดินหายใจ (จากปลายรูจมูก หรือ blowhole เข้าไปด้านใน) 

9.ส่วนของกระเพาะ ชั่งน้ำหนักอาหารในกระเพาะ และดองในน้ำยาฟอร์มาลีน 10% เพื่อไว้แยกชนิดอาหารที่ตัวอย่างกินต่อไป 

10.สำหรับตัวอย่างที่ตายใหม่ๆ ควรเก็บชิ้นส่วนเนื้อเยื่อเพื่อวิเคราะห์ด้าน Pathology โดยใช้เนื้อเยื่อทุกส่วนที่สามารถเก็บได้ เช่น หนัง เนื้อ อวัยวะภายในทุกชิ้น เก็บเนื้อเยื่อชินละประมาณ 1X1 เซนติเมตร ดองในน้ำยาฟอร์มาลีน 10% 

11.เก็บเนื้อเยื่อทุกส่วนรวมทั้งอวัยวะภายในเพื่อหาโลหะหนัก และสารตกค้างแต่ละชิ้นให้มีขนาดประมาณ 3-5 x 3-5 เซนติเมตร แล้วแช่แข็งที่อุณหภูมิ -80 องซาเซลเซียส เพื่อรอการวิเคราะห์ต่อไป 

12.เก็บชิ้นเนื้อส่วนสำคัญอื่นๆ อาทิ ฟันเพื่อนศึกษาอายุ รังไข่และมดลูกหรืออัณฑะเพื่อศึกษาการเจริญพันธุ์ (รังไข่และอัณฑะตัดตรงกลางขนาด 1 x 1 เซนติเมตร แล้วดองในน้ำยาฟอร์มาลีน 10%) 

พะยูนในภูมิภาคโลกกลับ

พะยูนอาศัยอยู่ในทะเลเขตร้อน และเขตกึ่งร้อนบริเวณเส้นละติจูด 27 องศาเหนือ ถึงละติจูด 24 องศาใต้ หรือจากด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกาถึงทวีปออสเตรเลีย แหล่งแพร่กระจายของพะยูนเหนือสุดได้แก่ เกาะโอกินาวา ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น และยังคงมีรายงานการพบพะยูนในประเทศต่างๆ เช่น ประเทศจีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา ไทย มาเลเซีย อินเดีย และพม่า 

ปัจจุบันยังพบว่า มีพะยูนอยู่มากในรัฐควีนส์แลนด์และทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย และปาปัวนิวกินี ส่วนในประเทศอื่นๆ มีรายงานว่าจำนวนพะยูนลดลงอย่างมาก หรือสูญพันธ์ไปแล้ว ประชากรพะยูนในออสเตรเลียยังคงมีมากกว่า 80,000 ตัว ประเทศออสเตรเลียมีการทำวิจัย เกี่ยวกับพะยูนมานาน มีความร่วมมือที่ดีของทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างมากทั้งงานวิจัย และงานด้านบริหารจัดการทรัพยากร และเป็นที่มีมาตรการจัดการอนุรักษ์พะยูนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก นอกจากนี้มีการศึกษาเกี่ยวกับพะยูนในทวีปอาฟริกาและพบพะยูนไม่มากนักทางด้านตะวันออกของทวีปอาฟริกา และพบพะยูนไม่มากนักทางด้านตะวันออกของทวีปในประเทศมาดากัสการ์ โซมาเลีย และโมแซมบิค 

จากทางฝั่งตะวันออกของอาฟริกาไปยังออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี เหนือสุดอยู่ที่หมู่เกาะโอกินาวา ของประเทศญี่ปุ่น อาจกล่าวได้ว่าในอดีต มีพะยูนอาศัยอยู่มากทั้งสองฝั่งของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีการนำชื่อพะยูนไปตั้งชื่อสถานที่ต่างๆ มีความเป็นไปได้ที่ฝั่งอ่าวไทยเกือบตลอดชายฝั่งน่าจะเคยมีพะยูนอาศัยอยู่จำนวนมากซึ่งอาจมีมากกว่าทางฝั่งทะเลอันดามันเสียอีก เริ่มจากทางฝั่งตะวันออกของอ่าวไทยตั้งแต่สุดชายแดนติดกับประเทศกัมพูชาในจังหวัดตราด ไล่มาที่จังหวัดจันทบุรี ระยอง จนถึงจังหวัดชลบุรี ส่วนฝั่งตะวันตกของอ่าวไทยตำแหน่งเหนือสุดอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ไปจนถึงจังหวัดปัตตานี หรืออาจถึงจังหวัดนราธิวาส เพราะในประเทศมาเลเซียก็พบพะยูนในทะเลฝั่งนี้เช่นกัน ส่วนฝั่งทะเลอันดามัน รายงานเดิมเมื่อปี 2523 รายงานเพียง 2 จังหวัด คือภูเก็ตและพังงา คงเป็นเพราะแต่ก่อนไม่มีใครศึกษาเรื่องพะยูนจึงมีข้อมูลทางวิชาการไม่มากนัก ปัจจุบันพบว่ามีพะยูนกลุ่มเล็กๆ แพร่กระจายจากจังหวัดระนอง ถึงจังหวัดสตูล

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพะยูนกลับ

กฎหมายที่สำคัญ เกี่ยวกับการอนุรักษ์พะยูน ได้แก่ พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2490 และอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือ CITES (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2549)

พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติฉบับนี้ปรับปรุงจากพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 เดิมอยู่ในความรับผิดชอบกรมป่าไม้เพียงกรมเดียว แต่ฉบับนี้ให้กรมประมงรับผิดชอบสัตว์น้ำด้วย ตามบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ให้ไว้ ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2535 กำหนดให้พะยูนเป็นสัตว์สงวนที่ ลำดับที่ 15

พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 กำหนดให้พะยูน รวมซากหรือส่วนใดส่วนหนึ่งเป็น "สัตว์น้ำ" คำว่าสัตว์น้ำ หมายความว่า สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำหรือมีวงจรชีวิตส่วนหนึ่งอยู่ในน้ำหรืออาศัยอยู่ใน บริเวณที่น้ำท่วมถึง เช่น ปลา กุ้ง ปู แมงดาทะเล หอย เต่า กระ ตะพาบน้ำ จระเข้ รวมทั้งไข่ของสัตว์น้ำนั้น สัตว์น้ำจำพวกเลี้ยงลูกด้วยนม ปลิงทะเล ฟองน้ำ หินปะการัง กัลปังหา และสาหร่ายทะเล ทั้งนี้รวมทั้งซากหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของสัตว์น้ำเหล่านั้น และหมายรวมถึงพันธุ์ไม้น้ำตามที่ได้มีพระราชกฤษฎีการะบุชื่อ

พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ปัจจุบันได้ออกพระราช-กฤษฎีกาให้หมู่เกาะต่างๆ เช่น หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน อ่าวพังงา จังหวัดพังงา หาดในยาง หาดไม้ขาว (อุทยานสิรินาถ) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ตะรุเตา จังหวัดสตูล เกาะช้าง จังหวัดตราด หมู่เกาะพีพี-ดอน จังหวัดกระบี่ หมู่เกาะอ่างทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ (อุทยานแห่งชาติทางทะเล มีทั้งหมด 14 แห่ง) ซึ่งมีผลทำให้สัตว์ รวมถึงสัตว์น้ำ ด้วยในเขตอุทยานได้รับความคุ้มครอง

อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศว่าด้วยชนิดสัตว์ป่า และพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือ CITES (The Convention on International Trade Endangered Species of Wild Fauna and Flora) วิธีการอนุรักษ์ของไซเตส จะใช้วิธีการสร้างเครือข่ายทั่วโลก เพื่อควบคุมการค้าระหว่างประเทศ (International Trade) ทั้งสัตว์ป่า พืชป่าและผลิตภัณฑ์ สำหรับพะยูนซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ลำดับ 86 เป็นชนิดพันธุ์ที่ห้ามค้าโดยเด็ดขาด ยกเว้น เพื่อการศึกษา วิจัย และเพาะพันธุ์เท่านั้น ซึ่งได้รับความยินยอมจากประเทศที่นำเข้าเสียก่อน

การอนุรักษ์และการจัดการพะยูน

"การอนุรักษ์พะยูน" พะยูนได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ต่อมาเมื่อมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติในปี พ.ศ.2535 ด้วยสถานการณ์ใกล้สูญพันธุ์ของพะยูนทำให้พะยูนได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์ป่าสงวนของไทย ปัจจุบันได้มีสำรวจประชากรของพะยูนทางอากาศ ตลอดจนพฤติกรรมต่างๆ ของพะยูน รวมถึงนิเวศวิทยาของหญ้าทะเล และออกพระราชบัญญัติอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านและแหล่งอาหารของพะยูนเพื่อเป็นแนวทางการจัดการและอนุรักษ์พะยูนอย่างยั่งยืน

การใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวย่อมไม่เกิดผลสำเร็จในการอนุรักษ์พะยูน สิ่งสำคัญที่ควรทำควบคู่ไปกับกฎหมายคือ การสร้างให้เกิดการเรียนรู้ ความเข้าใจ เรื่องพะยูนและหญ้าทะเลแก่ประชาชนทั่วไป โดยเน้นที่ชุมชนชายฝั่งทะเลที่มีวิถีชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับพะยูนมากที่สุด ชุมชนใดมีความเข้มแข็งพอ พะยูนและหญ้าทะเลก็อยู่ได้ แนวทางการอนุรักษ์พะยูนในประเทศไทยควรจะครอบคลุมประเด็น ดังนี้

การจัดทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการอนุรักษ์พะยูนในประเทศไทย

1. การให้การศึกษาและรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจถึงความสำคัญของพะยูนกับระบบนิเวศหญ้าทะเลให้กับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งทะเล เพื่อให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของพะยูนและหญ้าทะเล
2. สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา และช่วยอนุรักษ์พะยูนและหญ้าทะเลตามแนวทางที่ถูกต้องโดยมีส่วนราชการหรือองค์กรอิสระอื่นๆ เป็นที่ปรึกษาและให้ข้อมูลทางด้านวิชาการ
3. สำรวจ และวิจัยชีววิทยาประชากรพะยูนและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการฟื้นฟูพะยูน
4. ป้องกันการทำการประมงที่ผิดกฎหมายหรือใช้เครื่องมือที่เป็นภัยคุกคามต่อพะยูน
5. รณรงค์การดูแลความสะอาดชายฝั่งและเข้มงวดการทิ้งขยะและของเสียลงสู่ทะเล
6. ติดตามตรวจสอบ เฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง

7. สร้างศูนย์ช่วยเหลือและพยาบาลสัตว์ทะเล เพิ่มประสิทธิภาพหน่วยปฏิบัติการช่วยเหลือ พร้อมอุปกรณ์การปฏิบัติงาน

8. คุ้มครองป้องกันและเฝ้าระวังการลักลอบจับและการขนย้ายพะยูน
9. จัดระเบียบการท่องเที่ยวและส่งเสริมให้ความรู้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการท่องเที่ยวในแหล่งสัตว์ทะเลหายากอย่างเหมาะสมและยั่งยืน
10. จัดทำแผนพัฒนาบุคลากรและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์พะยูน
11. จัดทำแผนบริหารจัดการแหล่งอาศัยของพะยูนเชิงพื้นที่ให้เหมาะสมและยั่งยืน