องค์ความรู้เกี่ยวกับหญ้าทะเล

 ข้อมูลทั่วไป

         ระบบนิเวศหญ้าทะเล ประกอบด้วยกลุ่มของพืชดอกที่เจริญเติบโตอยู่ในทะเลและสามารถเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณน้ำตื้นที่มีแสงแดดส่องถึง มีความสำคัญในด้านเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งอนุบาลตัวอ่อนสัตว์น้ำ และแหล่งหากินของสัตว์ทะเลนานาชนิด โดยเฉพาะปลาทะเล กุ้งทะเล และปูม้า ไม่เพียงเฉพาะกลุ่มสัตว์น้ำขนาดเล็กที่กล่าวถึง แต่ยังมีสัตว์น้ำขนาดใหญ่เช่นเต่าทะเล และพะยูน รวมถึงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ อันได้แก่ ปลา กุ้ง ปู และหอยหลายชนิด และยังมีส่วนช่วยในการกรองและปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วย เพราะหญ้าทะเลมีระบบรากที่คอยยึดจับเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นสามารถพบสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์อย่างเช่น เต่าทะเลบางชนิดและพะยูน ได้ในพื้นที่หญ้าทะเลบางแห่ง สัตว์ทะเลทั้งสองชนิดนี้จะกินหญ้าทะเลเป็นอาหารโดยตรง ประชากรของเต่าทะเลและพะยูนกำลังลดลงเรื่อยๆ ซึ่งมักจะเสียชีวิตจากการติดเครื่องมือประมงบางชนิดเช่น อวน ทับตลิ่ง อวนรุน อวนลอย และโป๊ะน้ำตื้นของชาวประมงโดยบังเอิญ ในขณะเดียวกันแหล่งหญ้าทะเลเป็นระบบนิเวศแรกที่รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนแผ่นดิน ทั้งที่เกิดจากมนุษย์และเกิดตามธรรมชาติ ชุมชนส่วนใหญ่จะตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ชายฝั่งทะเล การพัฒนาด้านเกษตรกรรมต่างๆ ทั้งเพาะปลูกและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น กุ้งทะเล ล้วนมีผลกระทบต่อพื้นที่หญ้าทะเลทั้งสิ้น


ข้อมูลทางชีววิทยา

         "หญ้าทะเล" เป็นพืชดอกที่เจริญเติบโตอยู่ในทะเล และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณน้ำตื้นที่มีแสงแดดส่องถึง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าดั้งเดิมของพืชนั้นมีกำเนิดมาจากสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ที่เรียกว่าไดอะตอม ที่อาศัยอยู่ในทะเล ต่อมาวิวัฒนาการเป็นพืชบก จำพวกมอส เฟิร์น และปรง (cycads) ซึ่งมีวิวัฒนาการสูงมากในยุคที่ไดโนเสาร์ลดจำนวนลง พืชบกมีการพัฒนาถึงขั้นสูงสุดเป็นพืชมีดอก (flowering plants) เมื่อหลายล้านปีมาแล้ว (Waycoott et al., 2004) แต่หญ้าทะเลเป็นกลุ่มพืชดอกพิเศษกลุ่มเดียวเท่านั้นที่พัฒนากลับลงไปสู่ทะเล (Monocotyledons, sub-class Alismatidae) หญ้าทะเลแพร่กระจายพันธุ์อย่างกว้างขวางในเขตน้ำตื้นชายฝั่งทะเลทั่วโลกในเขตร้อนและเขตหญ้าทะเลเขตอบอุ่น สืบพันธุ์ได้ 2 วิธีคือ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศและแบบอาศัยเพศ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศนั้นหญ้าทะเลจะแตกกิ่งก้าน หรือยอดใหม่จากเหง้าหรือที่เรียกว่าเหง้าหรือไรโซม (rhizome) ในขณะที่หญ้าทะเลจะสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยการผลิตดอกและมีการถ่ายละอองเกสรโดยใช้น้ำและคลื่นลมเป็นตัวพัดพา จากนั้นเมื่อมีการปฏิสนธิดอกตัวเมียจะพัฒนาเป็นผล ซึ่งภายในมีเมล็ดที่ใช้ในการแพร่ขยายพันธุ์ต่อไปได้ หญ้าทะเลมีลักษณะโครงสร้างภายนอกคล้ายคลึงกับหญ้าที่เจริญอยู่บนบก ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
         1. ราก (root) เป็นส่วนที่ใช้ในการดูดซึมสารอาหารและแร่ธาตุจากในดิน ทั้งยังช่วยในการยึดเกาะกับพื้นดิน ทำให้หญ้าทะเลมีความมั่นคง
         2. เหง้า (rhizome) เป็นส่วนของลำต้นที่เจริญคืบคลานไปใต้พื้นผิวดิน
         3. ใบ (leaf blade) เป็นส่วนที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงเพื่อสร้างอาหาร มีรูปร่างแตกต่างการตามแต่ชนิดของหญ้าทะเล มีทั้งชนิดที่ใบมีลักษณะเป็นแผ่นแบน และชนิดที่เป็นท่อกลม ใบของหญ้าทะเลถูกนำมาใช้เป็นลักษณะสำคัญในการจำแนกชนิดของหญ้าทะเล


ชนิดพันธุ์ของหญ้าทะเล

         ชนิดพันธุ์หญ้าทะเล น่านน้ำไทยโดยเฉพาะตามชายฝั่งรวมถึงเกาะแก่งต่างๆ พบหญ้าทะเล 12 ชนิด ซึ่งแบ่งได้ง่ายๆ ตามลักษณะของใบเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีใบแบนยาวหรือใบกลมยาว และกลุ่มที่มีใบแบนสั้นรูปรี การเรียกชื่อหญ้าทะเลนั้นมีความหลากหลายไปตามพื้นที่ของชุมชนชายฝั่งทะเล และยังมีความแตกต่างกันระหว่างฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน (สมบัติ, 2534) เป็นผู้บุกเบิกในการตั้งชื่อภาษาไทยสำหรับใช้เรียกหญ้าทะเลชนิดต่างๆ ฝั่งทะเลอันดามัน โดยอาศัยชื่อพื้นเมืองที่ชาวบ้านเรียกเป็นพื้นฐานประกอบเข้ากับลักษณะเฉพาะของหญ้าทะเลแต่ละชนิด ดังนี้
         1. กลุ่มที่มีใบแบนยาว หรือ ใบกลมยาว ได้แก่ หญ้าคาทะเล (Enhalus acorides) หญ้าต้นหอมทะเล (Syringodium isoetifolium) หญ้ากุยช่ายทะเล (Halodule uninervis) หญ้ากุยช่ายเข็ม (Halodule pinifolia) หญ้าตะกานน้ำเค็ม (Ruppia maritima) หญ้าชะเงาใบมน (Cymodocea rotundata) หญ้าชะเงาใบฟันเลื่อย (Cymodocea serrulata) และหญ้าชะเงาเต่า (Thalassia hemprichii)
     หญ้าคาทะเล (Enhalus acorides)
     หญ้าต้นหอมทะเล(Syringodium isoetifolium)
     หญ้ากุยช่ายทะเล(Halodule uninervis)
     หญ้ากุยช่ายเข็ม(Halodule pinifolia)
     หญ้าตะกานน้ำเค็ม (Ruppia maritima)
     หญ้าชะเงาใบมน (Cymodocea rotundata)
     หญ้าชะเงาใบฟันเลื่อย(Cymodocea serrulata)
     หญ้าชะเงาเต่า(Thalassia hemprichii)
          2. กลุ่มที่มีใบแบนสั้นรูปรี ได้แก่ หญ้าเงาหรือหญ้าใบมะกรูด หรือหญ้าอำพัน (Halophila ovalis) หญ้าเงาใบเล็ก (Halophila minor) หญ้าเงาใส (Halophila decipiens) และหญ้าเงาแคระ (Halophila beccarii)
     หญ้าเงา หรือหญ้าใบมะกรูด หรือหญ้าอำพัน (Halophila ovalis)
     หญ้าเงาใบเล็ก(Halophila minor)
     หญ้าเงาใส (Halophila decipiens)
     หญ้าเงาแคระ (Halophila beccarii)


การแพร่กระจาย

         การสำรวจแหล่งหญ้าทะเล ในประเทศไทย เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2529 จากฝั่งทะเลอันดามันโดยเฉพาะบริเวณอ่าวพังงาและในปี พ.ศ. 2534 สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ได้ทำการสำรวจการแพร่กระจายของหญ้าทะเลตลอดแนวชายฝั่งทะเลอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดระนองถึงจังหวัดสตูล (Chansang and Poovachiranon, 1994) สำหรับแหล่งหญ้าทะเลบริเวณอ่าวไทยนั้นมีรายงานการศึกษาจากนักวิจัยหลายท่าน เช่น ที่อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี (Aryuthaka, 1991) บริเวณเกาะพะงัน เกาะสมุยในจังหวัดสุราษฏร์ธานี (Sudara et al., 1989, 1992) และอ่าวปัตตานี (กฤษณะ, 2542) เป็นต้น สำหรับการศึกษาอนุกรมวิธานของหญ้าทะเลในประเทศไทยรายงานโดย (Lewmanomont et al., 1996) จากรายงานการสำรวจแสดงให้เห็นว่าสามารถพบหญ้าทะเลทุกชนิดในทั้งสองฝั่งทะเลน่านน้ำไทย ยกเว้นหญ้าตะกานน้ำเค็ม (R. maritima) ที่พบเฉพาะทางฝั่งอ่าวไทยเท่านั้น และสามารถพบหญ้าทะเลได้ในหลายพื้นที่ เช่น แหล่งน้ำกร่อย หรือปากแม่น้ำที่ติดป่าชายเลน ชายฝั่งน้ำตื้นที่มีพื้นทรายหรือทรายปนโคลน และที่ลึกติดกับแนวปะการัง
         สภาพแหล่งหญ้าทะเลโดยทั่วไปทางฝั่งทะเลอันดามันมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าทางฝั่งอ่าวไทย ฝั่งทะเลอันดามันพบหญ้าทะเลในพื้นที่ชายทะเล เกาะต่างๆ ทุกจังหวัด ตั้งแต่จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล โดยแหล่งหญ้าทะเลผืนใหญ่ที่สุดในน่านน้ำไทย คือ บริเวณเกาะลิบง จังหวัดตรัง ส่วนในฝั่งอ่าวไทยพบหญ้าทะเลอยู่ทั่วไป ตามจังหวัดชายฝั่งทะเลและเกาะบางแห่ง ได้แก่ จังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส


สิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศ

         แหล่งหญ้าทะเลเป็นมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของหญ้าทะเลและความสมดุลในระบบนิเวศแหล่งหญ้าทะเล โดยปกติแล้วปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของหญ้าทะเลมีดังนี้
         1. อนุภาคดินตะกอน เป็นตัวกำหนดชนิด อัตราการเจริญเติบโตและการอยู่รอดของหญ้าทะเล   ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละชนิด พบตั้งแต่ทรายหยาบ ทรายปนซากปะการัง ทรายปนโคลน ไปจนถึงโคลนละเอียด
         2. ความเค็มของน้ำทะเล หญ้าทะเลแต่ละชนิดมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงระดับความเค็มของน้ำทะเลต่างกัน ชนิดที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีสามารถเจริญได้ในบริเวณที่มักมีระดับความเค็มเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น บริเวณน้ำกร่อย ปากแม่น้ำ ส่วนหญ้าทะเลชนิดที่ไม่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงมักเจริญในบริเวณที่มีระดับความเค็มคงที่
         3. ความลึกของน้ำทะเล มีความสัมพันธ์กับความทนทานต่อการผึ่งแห้ง เนื่องจากหญ้าทะเลที่เจริญในบริเวณน้ำตื้น มักมีความทนทานต่อการผึ่งแห้งในขณะที่น้ำลงมากๆ ชนิดที่ทนทานได้ดีสามารถเจริญได้ดี ส่วนชนิดที่ทนทานได้ไม่ดีนักมักเจริญในบริเวณน้ำลึก อย่างไรก็ตามหญ้าทะเลจำเป็นต้องใช้แสงในกระบวนการสร้างอาหาร ดังนั้นหญ้าทะเลมักเจริญเติบโตในระดับที่ระดับความลึกที่มีความเข้มแสงเพียงพอเพื่อการเจริญเติบโต
         4. ความขุ่นของน้ำทะเล ความขุ่นของน้ำเกิดจากการแขวนลอยของตะกอนหรืออนุภาคของสารในมวลน้ำ มักเกิดในบริเวณที่มีการหมุนวนของน้ำในบริเวณที่มีตะกอนดิน เช่น บริเวณปากแม่น้ำ ป่าชายเลน หรือบริเวณที่มีกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การทำเหมืองแร่ในทะเล ความขุ่นส่งผลต่อคุณภาพของแสงที่ส่องผ่านผิวน้ำลงไปยังหญ้าทะเล กล่าวคือถ้าน้ำมีความขุ่นมาก คุณภาพแสงจะลดลง ส่งผลกระทบต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงของหญ้าทะเลด้วย
         5. ความรุนแรงของคลื่นลม แม้ว่าระบบรากของหญ้าทะเลสามารถชอนไชและยึดพื้นได้ดี แต่กระแสความแรงของคลื่นมีมากเกินไป จะกระทบต่อการเจริญเติบโตของหญ้าทะเล ทำให้ต้นหญ้าทะเลหลุดออกจากพื้นดิน ดังนั้นจึงพบหญ้าทะเลในบริเวณที่มีคลื่นลมไม่รุนแรงมากนัก


ความอุดมสมบูรณ์ในแหล่งหญ้าทะเลในน่านน้ำไทย

         ส่วนใหญ่ยังมีความอุดมสมบูรณ์มาก มีความสำคัญในด้านเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย เลี้ยงตัวอ่อน และแหล่งหากินของสัตว์ทะเลนานาชนิด โดยเฉพาะปลาทะเล กุ้งทะเล และปูม้า ไม่เพียงเฉพาะกลุ่มสัตว์น้ำขนาดเล็กที่กล่าวถึง แต่ยังมีสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น เต่าทะเล และพะยูน อีกด้วย ในแหล่งหญ้าทะเลมีความหลากหลายของแพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ สาหร่าย และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอื่นๆ ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศเป็นอย่างมาก
         สัตว์หน้าดิน และสัตว์ที่ฝั่งตัวอยู่ในพื้นดิน บริเวณแหล่งหญ้าทะเลในน่านน้ำไทย พบมากกว่า 95 ชนิด สัตว์ทะเลส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มไส้เดือนทะเล กลุ่มหอยทะเล ได้แก่ หอยชักตีน (Strombus canarium) หอยคราง (Scapharca inaeguivalvis) กลุ่มกุ้งและกั้งทะเล ได้แก่ กุ้งทะเล (Peneaus semisulcatus) และกุ้งตะกาดขาว(Metapeneaus moyebi) กั้งทะเล (Orlosquilla nepa) กลุ่มปูทะเล ได้แก่ ปูม้า (Portunus pelagicus) และปูดาว (Portunus Sanguinolentus) ปูทะเล (Scylla serrata) กลุ่มฟองน้ำ กลุ่มดอกไม้ทะเล กลุ่มแมงกะพรุนทะเล เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบปลิงทะเล (Holothuria scabra) ดาวทะเล และสัตว์อื่นๆ สัตว์เหล่านี้ได้อาศัยอยู่บริเวณแหล่งหญ้าทะเลในช่วงหนึ่งของชีวิต สัตว์ทะเลบางชนิดเข้ามาอาศัยในช่วงเป็นวัยอ่อน หรือวัยก่อนเจริญพันธุ์ แต่บางชนิดตลอดช่วงชีวิตก็จะอาศัยอยู่ในแหล่งหญ้าทะเลเท่านั้น
         ปลาในแหล่งหญ้าทะเล บริเวณฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งพอจะสรุปได้ว่าพบปลาอย่างน้อย 67 ชนิด กลุ่มปลาที่พบมากที่สุดในแหล่งหญ้าทะเลได้แก่ ครอบครัวปลาหมูสี (Lethrinidea) ครอบครัวปลาข้างตะเภา(Theraponidae) ครอบครัวปลากระพงข้างไฝ (Lutjanidae) แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มปลาเศรษฐกิจที่พบอย่างน้อยมี 7 ชนิด ได้แก่ ปลากะรังดอกแดง (Epinephelus coioides) ปลาเห็ดโคน (Sillago maculata) ปลาหมูสี (Lethrius lentjan) ปลาสีเสียด (Scromberoides lysan) ปลากระบอกหัวกลม (Valamugil cunnesius) ปลากระบอกหางฟ้า (Valamugi buchanani) ปลากระบอกดำ (Liza subviridis) และปลาไส้ตัน (Stolephorus spp.) (Satapoomin and Poovachiranon, 1997) และยังพบความสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อกันระหว่างปลาในแหล่งหญ้าทะเล ป่าชายเลน และแนวปะการัง โดยพบว่าปลาหลายชนิดที่เป็นปลาที่อยู่ในแนวปะการังแต่มาอาศัยเลี้ยงตัวในแหล่งหญ้าทะเล และปลาหลายชนิดพบอยู่ในบริเวณป่าชายเลน


ประโยชน์และความสำคัญ

         หญ้าทะเล" มีบทบาทหน้าที่สำคัญต่อระบบนิเวศอย่าางมาก โดยทำหน้าที่ดังนี้
         1. เป็นผู้ผลิต (producer) ในระบบนิเวศ และโครงสร้างของแหล่งหญ้าทะเลมีความซับซ้อน เหมาะสมต่อการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย อนุบาลตัวอ่อน แหล่งหากิน และแหล่งหลบซ่อนศัตรูของสัตว์ทะเลนานาชนิด โดยเฉพาะปลาทะเล กุ้งทะเลและปูม้า ไม่เพียงเฉพาะกลุ่มสัตว์น้ำขนาดเล็กที่กล่าวถึง แต่ยังมีสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น เต่าทะเล และพะยูน ที่พึ่งพาระบบนิเวศหญ้าทะเลอยู่
         2. ระบบนิเวศหญ้าทะเลยังเป็นแหล่งเชื่อมต่อระหว่างระบบนิเวศ จากป่าชายเลนกับแนวปะการังเข้าด้วยกัน มีความเป็นไปได้ของความสัมพันธ์ทางด้านการประมงของระบบนิเวศป่าชายเลนกับแหล่งหญ้าทะเล และแหล่งหญ้าทะเลกับแนวปะการัง มีความสัมพันธ์กันโดยมีการสนับสนุนธาตุอาหารไหลเวียนไปมาระหว่างระบบ
         3. เป็นแหล่งทำประมงที่สำคัญ ชาวประมงและชุมชนได้นำสัตว์ทะเลที่พบในแหล่งหญ้าทะเลเหล่านี้มาบริโภคและซื้อขายในท้องตลาด  
4. ลดความรุนแรงของกระแสน้ำที่พัดพาเข้าสู่ฝั่ง ทำให้อัตราการพังทลายของชายฝั่งลดลงโครงสร้างของแหล่งหญ้าทะเล ช่วยลดการฟุ้งกระจายของตะกอน ช่วยในการตกตะกอนของอินทรีย์วัตถุ ตะกอนดิน และกรองของเสีย และยังทำให้เกิดการหมุนเวียนและสะสมแร่ธาตุต่างๆ ในระบบนิเวศ


สถานภาพแหล่งหญ้าทะเลไทย

       ประเทศไทย มีแหล่งหญ้าทะเลที่สำคัญทางฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันหลายพื้นที่ อาทิ อ่าวทุ่งคา-สวี จังหวัดชุมพร อ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี เกาะตะลิบง จังหวัดตรัง เกาะศรีบอยา-เกาะปู จังหวัดกระบี่ เกาะพระทองและพื้นที่ใกล้เคียง จังหวัดพังงา และบ้านป่าคลอก จังหวัดภูเก็ต (ชัยมงคลและสาธิกา, 2550) เป็นต้น ในประเทศไทยพบหญ้าทะเลรวม 12 ชนิดพันธุ์ตามชายฝั่งทะเลในพื้นที่ 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชลบุรีระยอง จันทบุรี ตราด ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ระนอง พังงาภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล สำหรับหญ้าทะเลทางฝั่งทะเลอันดามัน พบว่ามีอยู่ 11 ชนิด โดยไม่พบหญ้าตะกานน้ำเค็ม (Ruppia maritima) ซึ่งพบเฉพาะทางฝั่งอ่าวไทยเท่านั้น
        จากข้อมูลการสำรวจและติดตามการเปลี่ยนแปลงสถานภาพแหล่งหญ้าทะเลในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2554 พบว่ามีเนื้อที่ของหญ้าทะเลประมาณ 118,665 ไร่ โดยทางฝั่งทะเลอันดามันมีเนื้อที่ 86,100 ไร่ และฝั่งอ่าวไทยมีเนื้อที่ 32,565 ไร่ ซึ่งมากกว่าข้อมูลเดิมคือ 93,000 ไร่ ทั้งนี้เนื่องจากได้มีการสำรวจและศึกษาแหล่งหญ้าทะเลมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย ประกอบกับแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมจากภาคท้องถิ่นในการติดตามสถานภาพแหล่งหญ้าทะเลแหล่งใหม่นอกเหนือจากที่เคยสำรวจพบ เช่น ในบางส่วนของแหล่งหญ้าทะเลอ่าวคุระบุรี จังหวัดพังงา ซึ่งพบหญ้าเงาใส (Halophila decipiens) ในบริเวณปากคลองและขึ้นปกคลุมได้ในแนวเขตน้ำตื้นสามารถเดินสำรวจได้ ทำให้ทราบว่าหญ้าเงาใสไม่เพียงแต่จะพบในเขตระดับน้ำลึก และคุณภาพน้ำดีเท่านั้น
        อย่างไรก็ตาม สภาพโดยธรรมชาติของระบบนิเวศหญ้าทะเลในน่านน้ำไทย มีการเปลี่ยนแปลงของสถานภาพ ทั้งในเชิงชนิดพันธุ์และความหนาแน่นของหญ้าทะเลตามฤดูกาลด้วย ในแต่ละพื้นที่ของแหล่งหญ้า ทะเลก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน แม้ว่าแหล่งหญ้าทะเลจะได้รับผลกระทบทั้งจากภัยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น คลื่นลม มรสุม พายุ หรือจากการคุกคามจากกิจกรรมชายฝั่งของมนุษย์ก็ตาม แต่หญ้าทะเลก็สามารถฟื้นตัวได้ในที่สุด อันเนื่องมาจากโครงสร้างของต้นหญ้าในส่วนที่เรียกว่า เหง้า  ที่สามารถผสานกันเป็นผืนใหญ่ทำให้มีความแข็งแรงเป็นปึกแผ่นและสามารถทนทานต่อสภาพปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ได้นอกจากนี้ยังมีแหล่งหญ้าทะเลบางส่วนที่ยังต้องท่าการสำรวจและติดตามสถานภาพต่อไปในอนาคต แม้ว่าจะไม่ได้เป็นแหล่งใหญ่ก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการนำมาสู่การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งต่อไป สถานภาพของแหล่งหญ้าทะเลสามารถสรุปได้ดังนี้


ภาวะคุกคามหญ้าทะเล

        ทรัพยากรสิ่งมีชีวิตชายฝั่งทะเล มีแนวโน้มเสื่อมโทรมลงมากรวมถึงแหล่งหญ้าทะเล ที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมต่างๆ และการพัฒนาชายฝั่งทะเล เช่นเดียวกับป่าชายเลน และแนวปะการัง การเสื่อมโทรมของแหล่งหญ้าทะเลนั้นเกิดได้ทั้งจากปัจจัยทางธรรมชาติ และปัจจัยจากสิ่งที่กระทำโดยมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ปัจจัยจากธรรมชาติ เช่น อุณหภูมิน้ำทะเลสูงมากกว่าภาวะปกติของแหล่งหญ้าทะเลนั้นๆ จะมีผลต่อวงจรชีวิตของหญ้าทะเล การโผล่พ้นน้ำทะเลนานๆ ทำให้หญ้าแห้งและความร้อนมีผลทำให้หญ้าตาย อุณหภูมิและแสงแดดมีผลต่อการออกดอกและเมล็ดของหญ้าทะเล ตลอดจนพวกสัตว์ที่กินหญ้าทะเลเป็นอาหาร (grazer) หากมีมากไปก็ทำให้หญ้าทะเลเจริญเติบโตน้อยลง (Fong, 1999) หรือภัยธรรมชาติอื่นๆ เช่น พายุไซโคลนที่ทำให้หญ้าทะเลที่อ่าวเฮอร์วีในประเทศออสเตรเลียตายทั้งหมด (Preen and Marsh, 1995) หรือไต้ฝุ่นลินดาที่เกิดทางตอนใต้ของประเทศเวียดนามทำให้แหล่งหญ้าทะเลที่เกาะคอนเดาเสียหายและมีการเปลี่ยนแหล่งหญ้าทะเลในเวลาต่อมา (Hoa, 2001) สำหรับในบ้านเราภัยพิบัติจากคลื่นยักษ์สึนามิทำให้แหล่งหญ้าทะเลฝั่งอันดามันได้รับผลกระทบ ประมาณ 4 ตารางกิโลเมตร ผลกระทบต่างๆ ที่มีต่อแหล่งหญ้าทะเล ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ได้แก่ การพัฒนาชายฝั่งทะเลที่ก่อให้เกิดตะกอน และน้ำเสียตามชายฝั่งทะเล เช่น การทำเหมืองแร่ การตัดถนน โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชนบ้านเรือน และการทำนากุ้ง และการทำประมงที่ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมแก่แหล่งหญ้าทะเล และสัตว์ทะเล เช่น เรืออวนลากขนาดเล็ก เรืออวนรุน เรืออวนทับตลิ่งขนาดใหญ่ ที่ทำการประมงในแหล่งหญ้าทะเล เป็นต้น และเหตุการณ์สึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 นั้นได้ส่งผลกระทบต่อแนวหญ้าทะเล ในฝั่งทะเลอันดามัน โดยแหล่งหญ้าทะเลที่ได้รับผลกระทบมากได้แก่ บริเวณบ้านทุ่งนางดำและด้านเหนือของเกาะพระทอง จังหวัดพังงา ในบางพื้นที่พบว่าตะกอนที่ถูกกวนให้ฟุ้งกระจายและพัดพาไปตามแรงคลื่นมีผลทำให้หญ้าทะเลช้ำและกลายเป็นสีน้ำตาลและใบเน่าตายไปในเวลา 2-3 สัปดาห์ถัดมาในขณะที่การฟื้นตัวของแหล่งหญ้าทะเลที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน


แนวทางการอนุรักษ์แหล่งหญ้าทะเล

ในอดีตการจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรปะการังและป่าชายเลน ได้รับความสนใจมาก แต่ในเรื่องของหญ้าทะเลยังได้รับความสนใจน้อย อาจเป็นเพราะนักวิจัยด้านทรัพยากรหญ้าทะเลในประเทศไทยขาดแคลน ทำให้มีข้อมูลพื้นฐานอยู่น้อย แม้จะได้มีการศึกษาเรื่องหญ้าทะเลอยู่บ้างก็ตาม ภายใต้โครงการ ASEAN-Australia: LCR ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ต่อมาโครงการ UNEP GEF Project ในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นโครงการในระดับภูมิภาคทะเลเอเชียตะวันออก ดำเนินการโดยกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก เพื่อจัดทำโปรแกรมยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งของภูมิภาคและสนับสนุนให้มีการประสานความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพการจัดการแบบบูรณาการในกลุ่มประเทศประกอบด้วย ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประเทศไทย และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีประเด็นทรัพยากรหลัก ดังนี้ ป่าชายเลน ปะการัง หญ้าทะเล พื้นที่ชุ่มน้ำ มลพิษจากแผ่นดิน และประมง ในโครงการดังกล่าวได้สรุปสถานภาพของทรัพยากรต่างๆ รวมถึงปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น และได้มีการเสนอพื้นที่สาธิตเพื่อการทดลองร่วมกันบริหารจัดการแบบบูรณาการ ในช่วงแรกของการดำเนินโครงการด้านหญ้าทะเลก็ได้มีการประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมถึงองค์กรเอกชน กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ และหน่วยงานราชการ ในการให้และรวบรวมข้อมูลในระดับหนึ่ง เฉพาะพื้นที่ในอ่าวไทย เพื่อกำหนดร่างแผนการจัดการแหล่งหญ้าทะเลระดับชาติต่อไปเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อไป
อย่างไรก็ตามในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2534 ทางฝั่งทะเลอันดามัน โดยเฉพาะบริเวณหาดเจ้าไหม เกาะตะลิบง จังหวัดตรัง และบริเวณบ้านป่าคลอก จังหวัดภูเก็ต ได้มีการจัดทำแผนอนุรักษ์หญ้าทะเลขึ้นโดยองค์กรเอกชน กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ และหน่วยงานราชการของจังหวัด ได้ร่วมมือกันป้องกัน ดูแล มิให้มีการทำลายหญ้าทะเลจากเครื่องมือประมง แต่การเสื่อมโทรมของหญ้าทะเลบางแห่ง มีสาเหตุที่เกิดจากตะกอนในทะเลยังไม่สามารถที่จะหามาตรการมาหยุดยั้งได้ จึงเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาหาข้อมูลเพื่อวางแผนต่อไปในอนาคต
ทั่วโลกมีการตื่นตัวในการอนุรักษ์และจัดการแหล่งหญ้าทะเล โดยมีการจัดตั้งองค์กรอิสระ เครือข่ายระหว่างประเทศในการเฝ้าระวังติดตามผล ตรวจสอบสถานภาพของหญ้าทะเล เช่น Seagrass Net (www.seagrassnet.org) Seagrass watch (www.seagrasswatch.org) ส่วนประเทศไทยเริ่มมีการอบรมสมาชิก เรื่อง การเฝ้าระวังหญ้าทะเลโดยการจัดการของภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ที่จังหวัดตรัง และในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา มหาวิทยายาลัยมหิดลและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้เป็นแกนนำในการจัดทำแผนแม่บทหญ้าทะเลแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้แผนแม่บทหญ้าทะเลฝั่งอ่าวไทยได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว
โดยพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลที่สำคัญยังมีความอุดมสมบูรณ์อยู่ ควรได้รับการพิจารณาให้มีการอนุรักษ์ ได้แก่ แหล่งหญ้าทะเลในจังหวัดตรังทั้งหมด แหล่งหญ้าทะเลบริเวณอ่าวพังงาในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และพังงา(บ้านป่าคลอก) บริเวณอ่าวคุ้งกระเบน จังหวัดจันทบุรี เกาะกระดาด และเกาะหมาก จังหวัดตราด เกาะสมุย และเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฏร์ธานี แหล่งหญ้าทะเลดังกล่าวควรได้รับการคุ้มครองให้มีการอนุรักษ์ รวมถึงมีการจัดการพื้นที่แนวหญ้าทะเลโดย

1. ตรวจสอบสถานภาพแนวหญ้าทะเลและติดตามการเปลี่ยนแปลงของแนวหญ้าทะเลในแต่ละ พื้นที่ตั้งแต่อดีตไปจนถึงคาดการณ์ทิศทางที่เป็นไปได้ไปในอนาคต ได้แก่ การจัดทำแผนที่แสดงแนวหญ้าทะเลโดยดำเนินการสำรวจแหล่งหญ้าทะเลในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากรในแนวหญ้าทะเล
2. จัดทำนโยบายและแผนแม่บท โดยการสนับสนุนให้มีการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและชุมชนซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ใช้ประโยชน์ในแหล่งหญ้าทะเล
3. สร้างจิตสำนึกเพื่อให้ทุกภาคส่วนมีการดูแล ปกป้องมิให้แนวหญ้าทะเลเสื่อมโทรม และมีการตื่นตัวในการอนุรักษ์หญ้าทะเล
4. กำหนดมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากตะกอนชายฝั่งเนื่องจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งมีการขยายตัวมากขึ้น และจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเล โดยเฉพาะการสร้างท่าเรือ สะพานที่จอดเรือ บริเวณแหล่งหญ้าทะเล

5. กำหนดกรอบการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้เกี่ยวกับการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล และประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ต่อประชาชน
6. กำหนดมาตรการคุ้มครองอย่างเข้มงวดในพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลนอกเขตอุทยานทางทะเล ประกาศพื้นที่คุ้มครองทางทะเลอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชนที่มีผลกระทบตามชายฝั่ง
7. ห้ามทำการประมง โดยเฉพาะเครื่องมือประมง ที่ทำให้แหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรม เช่น อวนลากอวนรุน อวนทับตลิ่งขนาดใหญ่ สนับสนุนให้มีการใช้เครื่องมือขนาดเล็ก เช่น อวนลอยลอบ(ยกเว้นลอบปูที่ต่อเป็นราวจำนวนมาก) แห เบ็ด

8. หามาตรการที่จะควบคุม และป้องกัน ผลกระทบที่เกิดจากตะกอนชายฝั่ง การขุดเปิดหน้าดินบนที่สูงชายฝั่ง การทำเหมืองแร่ในทะเล การขุดลอกปากแม่น้ำที่มีแนวหญ้าทะเลอยู่ใกล้เคียงและการพัฒนาชายฝั่งในรูปแบบต่างๆ

9. ให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป โดยจัดทำสื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เช่น ชาวประมง หรือผู้ที่เข้าไปใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชายฝั่งทะเล รวมถึงเจ้าหน้าที่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ให้ทราบถึงประโยชน์ ความสำคัญของระบบนิเวศหญ้าทะเล

10. จัดให้มีการสัมนาเกี่ยวกับการอนุรักษ์หญ้าทะเล ให้แก่ชาวประมงขนาดเล็ก และชาวประมงขนาดกลาง ที่อาศัยทำการประมง ในบริเวณชายฝั่งทะเลที่มีหญ้าทะเล
11. จัดทำแผนแม่บทการจัดการหญ้าทะเลแห่งชาติ เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินการของหน่วยงานราชการและชุมชนต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมของการอนุรักษ์หญ้าทะเลของประเทศไทย

การฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล
         แนวทางการฟื้นฟูแนวหญ้าทะเลก็มีความสำคัญซึ่งควรดำเนินการควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ ปัจจุบันมีการย้ายปลูกหญ้าทะเลทั้งในพื้นที่เดิมที่เสื่อมโทรมและในพื้นที่ใหม่ ที่ไม่เคยมีหญ้าทะเล การย้ายปลูก คือวิธีการที่ใช้ในการย้ายหญ้าทะเลไปปลูกในบริเวณที่เคยมีหญ้าทะเลปรากฏมาก่อน แต่ได้สูญหายไป เนื่องจากผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ หรือธรรมชาติ หรือการปลูกหญ้าทะเลขึ้นใหม่ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม วิธีการที่ใช้ในการปลูกหญ้าทะเลมีหลายลักษณะ ได้แก่ 1. การปลูกย้ายหญ้าทะเล  การปลูกย้ายหญ้าทะเลในพื้นที่ที่ต้องการ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
1.1 วิธีการที่ปราศจากวัสดุที่ช่วยในการยึดหน้าดิน

     – การถอนต้นหญ้าทะเลจากแหล่งเดิม นำมาล้างเอาส่วนของดินออก แล้วนำไปปลูกในแหล่งใหม่ วิธีนี้มักใช้กันในช่วงเริ่มแรกที่มีการย้ายปลูกหญ้าทะเล
     - การขุดเอาต้นหญ้าทะเลและตะกอนดินจากแหล่งเดิม แล้วนำไปปลูกในแหล่งใหม่ มีรายงานถึงความสำเร็จในด้วยวิธีนี้ คือ หญ้าที่ทำการย้ายปลูกสามารถที่จะแตกใบใหม่ และมีการแพร่ขยายของส่วน rhizome ตลอดจนการออกดอก
     - การขุดหญ้าทะเลและตะกอนดินจากแหล่งเดิมใส่ลงภาชนะ เพื่อนำไปปลูกในแหล่งใหม่ โดยมากวัสดุที่ใช้จะมีรูปเป็นทรงกระบอก เช่น ท่อพีวีซี เป็นต้น

     - การใช้ต้นเดี่ยวๆ ของหญ้าทะเลปลูกลงในกระป๋องแล้วนำไปปลูกในแหล่งใหม่
1.2 วิธีการที่มีวัสดุช่วยในการยึดหน้าดิน
     - วิธีการย้ายปลูกโดยการนำเอาต้นหญ้าทะเลเดี่ยวๆ มาผูกเข้ากับท่อ เว้นระยะห่าง เท่าๆ กันแล้วนำไปปลูกในแหล่งใหม่      - วิธีการย้ายปลูกโดยใช้ก้อนอิฐแทนสมอ
     - การนำเอาหญ้าทะเลผูกติดกับลวดตาข่ายแล้วนำไปปลูกในแหล่งใหม่
     - การใช้หญ้าทะเลแต่ละต้นผูกติดกับตะปูแล้วนำไปปลูก แต่ปัญหาในการย้ายปลูก โดยใช้ตะปู คือ rhizome จะหยั่งลงไปในดินได้ไม่ลึกนักและสามารถถอนขึ้นได้ง่าย
     - การใช้ต้นอ่อนผูกติดกับสมอพลาสติกแล้วนำไปปลูก
อย่างไรก็ตาม การย้ายปลูกหญ้าทะเลควรจารณาประเด็นที่สำคัญ เช่น      - หญ้าทะเลแต่ละชนิดมีการแพร่กระจายตามความลึกของระดับน้ำทะเลไม่เท่ากัน
     - หญ้าทะเลแต่ละชนิดชอบลักษณะพื้นดินตะกอนแตกต่างกัน อย่างเช่นหญ้าคาทะเลเจริญเติบโตได้ดีบนดินโคลน หญ้าเงาหรือหญ้าอำพันชอบทรายปนโคลนเล้กน้อยมีปนเปลือกหอย
     - แหล่งหญ้าทะเล ส่วนใหญ่พบอยู่ถัดจากป่าชายเลน สันทรายปากแม่น้ำเป็นบริเวณที่เหมาะสม      - การนำต้นพันธุ์มาจากพื้นที่แหล่งหญ้าทะเลในอ่าวใกล้เคียงควรคำนึงถึงผลกระทบของแหล่งพันธุ์เดิมด้วย ควรสุ่มขุดต้นพันธุ์ในลักษณะกระจายพื้นที่กว้าง เพื่อการฟื้นตัวแตกต้นใหม่กลับคืนสภาพสมบูรณ์ได้รวดเร็ว
     - การย้ายปลูกหญ้าทะเลในพื้นที่ทะเลเปิด อาจถูกทำลายได้ง่าย เมื่อพบกับกระแสน้ำหรือคลื่นลมแรง
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนให้การฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลประสบความสำเร็จ เช่นการความรู้ความเข้าใจแก่ชุมชนในการดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  การสร้างชุมชนให้เข็มแข็งสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของหญ้าทะเลกับผู้นำท้องถิ่น การสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชนกับภาครัฐในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน การควบคุมการใช้เครื่องมือประมงที่ทำลายแหล่งหญ้าทะเล เช่น อวนลาก อวนรุน อวนทับตลิ่งขน